ผลกระทบสำคัญ 3 ประการ ต่อระบบการศึกษาไทยหลังจากการแพร่ระบาดของโควิด-19

thai education

จากการแพร่ระบาดของไวรัสโคโรน่าหรือโควิด-19 ทำให้นักเรียนไทยกว่า 15 ล้านคนจำต้องหยุดเรียนไปจนถึงเดือนกรกฎาคม ซึ่งก็หมายความว่า นักเรียนไทยจะไม่ได้เรียนหนังสือเป็นเวลากว่าหนึ่งในสามของทั้งปีการศึกษา ในขณะที่กระทรวงศึกษาธิการมีนโยบายที่จะยกเลิกวันหยุดเพื่อชดเชยกับเวลาเรียนที่ขาดหายไป แต่การขาดเรียนสะสมในระยะยาวก็ย่อมส่งผลกระทบต่อตัวนักเรียน  และเมื่อถึงเวลานั้น ภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาสังคม รวมถึงทุกหน่วยงานในประเทศไทยจะต้องดำเนินการโดยด่วนและเด็ดขาด เพื่อลดความเสียหายที่จะเกิดขึ้นกับเยาวชนของชาติเหล่านี้ ไม่เช่นนั้นแล้วประเทศไทยอาจได้รับผลเสียอย่างมหาศาลในอนาคต

เราอาจกล่าวได้ว่าโรคโควิด-19 ถือเป็นวิกฤติที่เกิดขึ้นทั่วโลกในขณะนี้   ดังนั้นรัฐบาลทุกประเทศจึงควรรับฟังบุคลากรทางการแพทย์และผู้เชี่ยวชาญด้านสาธารณสุข เพื่อเตรียมมาตรการคุ้มครองประชาชนได้อย่างถูกต้องและเหมาะสม อย่างไรก็ตามระบบการศึกษาอาจกลายเป็นหนึ่งในวิกฤติที่ร้ายแรงที่สุดต่อจากนี้ และอะไรคือผลกระทบทั้ง 3 ประการที่จะต้องได้รับการแก้ไขให้ทันท่วงที ครั้งนี้มูลนิธิคีนันแห่งเอเซียขอสรุปเป็นประเด็นสำคัญดังนี้

1) ความไม่เท่าเทียมทางการศึกษาที่อาจเพิ่มมากขึ้น – เราทุกคนสังเกตุเห็นว่าความเหลื่อมล้ำเป็นปัญหาสำคัญของประเทศไทย ช่องว่างระหว่างการมีและการไม่มี เริ่มขยายตัวเข้าสู่ระบบการศึกษา ในขณะที่นักเรียนในโรงเรียนนานาชาติและโรงเรียนรัฐที่มีชื่อเสียงในกรุงเทพ ฯ สามารถมีการเรียนการสอนผ่านทางระบบ e-learning ได้อย่างมีประสิทธิภาพเมื่อต้องกักตัวอยู่ที่บ้าน แต่ก็มีนักเรียนไทยอีกหลายคนที่ไม่มีกำลังเพียงพอจะซื้อคอมพิวเตอร์หรือโน้ตบุ๊คเพื่อเรียนหนังสือผ่านช่องทางออนไลน์ได้

ยิ่งไปกว่านั้นหากนักเรียนกลุ่มนี้มีผู้ปกครองที่ต้องถูกให้ออกจากงานหรือมีงานทำที่ไม่มั่นคงจากภาวะเศรษฐกิจในขณะนี้ก็จะยิ่งเผชิญสถานการณ์ที่ยากลำบากมากยิ่งขึ้น ดังนั้นแล้ว ยิ่งการแพร่ระบาดในครั้งนี้ใช้เวลายาวนานเท่าไร ความไม่เท่าเทียมทางการศึกษาในประเทศไทยก็จะยิ่งขยายวงกว้างเพิ่มมากยิ่งขึ้นเท่านั้น

2) การเรียนการสอนที่ไม่มีประสิทธิภาพ   ทุกประเทศจำเป็นต้องยอมรับว่าสิ่งต่าง ๆ อาจไม่สามารถกลับมาเป็นปกติเร็วเท่าที่หวังและวางแผนไว้ ดังนั้นผู้กำหนดนโยบายด้านการศึกษา จึงต้องพิจารณาช่องทางการเรียนรู้อื่นๆหากพบว่าครูไม่สามารถสอนด้วยตนเองในห้องเรียนได้ น่าเสียดายที่ประเทศไทยยังไม่มีระบบการเรียนการสอน e-learning ที่มีประสิทธิภาพ มีครูสอนภาษาไทยเพียงไม่กี่คนที่ได้รับการฝึกอบรมเรื่องการใช้เทคโนโลยีในการเรียนการสอน และนักเรียนจำนวนมากโดยเฉพาะในพื้นที่ชนบท ก็ยังคงขาดแคลนอุปกรณ์เทคโนโลยีที่จำเป็น  แม้ว่าทางกระทรวงศึกษาธิการกำลังพิจารณาที่จะแจกจ่ายแท็บเล็ตให้กับครูและนักเรียนที่มีความจำเป็นเพื่อแก้ไขปัญหานี้แล้วก็ตาม

แต่ปัญหาในการมอบแท็บเล็ตก็คือ อุปกรณ์ชิ้นนี้อาจไม่ช่วยให้การสอนมีประสิทธิภาพเท่าที่หวังไว้ เพราะหากครูไม่ได้เข้าร่วมการฝึกอบรมหรือไม่มีประสบการณ์ในชั้นเรียนออนไลน์มาก่อน และครูยังยึดถือรูปแบบการเรียนแบบท่องจำ ก็จะทำให้ครูใช้อุปกรณ์ชิ้นนี้เพียงแค่แทนกระดานดำ ซึ่งเป็นการสอนที่ล้าสมัย ตัวอย่างเช่น หากยัมีการบรรยายนานๆ และเปิดโอกาสให้นักเรียนมีส่วนร่วมกับชั้นเรียนน้อย นักเรียนก็จะไม่ได้ฝึกฝนปฎิบัติ หรือลงมือค้นหาคำตอบ ทั้งไม่ได้เรียนรู้เทคโนโลยีจากตัวอุปกรณ์แท็บเล็ตใดๆเลย การเรียนรู้ประเภทนี้ไม่เพียงแต่จะน่าเบื่อเท่านั้น แต่ยังไม่ก่อให้เกิดประสิทธิภาพต่อกระบวนการคิดของนักเรียนอีกด้วย

3) ครูไม่ได้รับการดูแลดีพอ – เราทุกคนรู้ว่าครูคือผู้อยู่เบื้องหลังสำคัญสำหรับอนาคตของชาติ แม้จะมีรายได้ไม่มาก แต่ก็เป็นส่วนสำคัญอย่างยิ่งที่ได้ช่วยสร้างคนให้มีคุณภาพชีวิตที่ดี ดังนั้นแล้วเมื่อเกิดการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ในครั้งนี้ ก็ยิ่งอาจทำให้ครูไทยไม่ได้รับการสนับสนุนจากสังคมอย่างเพียงพอ ยกตัวอย่างเช่น หากมีการเปลี่ยนแปลงเร่งด่วนแต่ยังไม่มีนโยบายที่แน่ชัดจากผู้อำนวยการโรงเรียนเรื่องการสอนผ่านระบบอนนไลน์ ก็อาจทำให้ครูเกิดความสับสนและไม่แน่ใจว่าจะเริ่มต้นวิธีการสอนอย่างไร รวมถึงการประเมินผล และการหาวิธีให้ความช่วยเหลือนักเรียนที่ลำบาก เป็นต้น

โอกาสสำหรับการเปลี่ยนแปลง

การหยุดชะงักในครั้งนี้อาจนำมาซึ่งโอกาส เนื่องจากรูปแบบการศึกษาที่ใช้วิธีการท่องจำอันล้าสมัยนั้นจำกัดการพัฒนาของนักเรียนไทยมายาวนานหลายทศวรรษ เราสามารถเลือกที่จะใช้วิธีการแบบดั้งเดิม หรือนำวิธีการเรียนรู้ในศตวรรษที่ 21 มาใช้ โดยช่วยให้ครูทุกคนสามารถเข้าถึงการเรียนการสอนที่เน้นผลลัพธ์ขั้นสูง (high-impact learning) เพื่อที่จะได้กลับมาถ่ายทอดสู่นักเรียนผู้เป็นอนาคตของประเทศชาติต่อไป

ประเทศไทยจำเป็นต้องสนับสนุนครูให้ได้รับการฝึกอบรม และรู้จักการใช้สื่อการเรียนการสอนและเทคโนโลยีที่จำเป็นสำหรับการศึกษาในศตวรรษที่ 21 ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ครูจะต้องมีบทบาทเป็นผู้เรียน เพื่อจะสามารถปรับความรู้ให้เข้ากับกระบวนทัศน์ใหม่ ซึ่งก็คือ การผสมผสานระหว่างการสอนแบบออนไลน์ และการสอนในชั้นเรียนปกติ และสิ่งที่สำคัญที่สุดก็คือการครูต้องผ่านการฝึกฝนการสอนที่เน้นผลลัพธ์ขั้นสูง (high-impact teaching practices) เช่น การเรียนรู้ด้วยการใช้โครงงานเป็นฐาน  ซึ่งจะทำให้นักเรียนได้มีส่วนร่วมกับสื่อการเรียนรู้ สามารถตั้งคำถาม และค้นหาวิธีแก้ไขปัญหาด้วยตนเอง แนวทางปฏิบัตินี้ถือเป็นกุญแจสำคัญในการพัฒนานักเรียนด้วยทักษะแห่งศตวรรษที่ 21 ซึ่งเป็นทักษะสำคัญที่ประเทศไทยต้องการจากภาคแรงงาน เพื่อที่ประเทศไทยจะสามารถเจริญเติบโตก้าวหน้าได้อย่างยั่งยืน

สิ่งเหล่านี้จะเกิดขึ้นได้จริงหรือไม่ ก็คงเป็นคำถามที่หลายๆคนสงสัย แต่มูลนิธิคีนันแห่งเอเซียมีความเชื่อว่าเราจะสามารถทำได้ เพราะเราได้เห็นผลลัพธ์และการตอบรับที่ดีเยี่ยมจากหลายๆโรงเรียนและจากครูหลายๆท่านที่เคยได้รับโอกาสเข้าร่วมโครงการพัฒนาวิชาชีพครูมาก่อนหน้านี้

การแพร่ระบาดของไวรัสโคโรน่าหรือโควิด-19 ยังคงเป็นปัญหาใหญ่ในทุกภาคส่วน และเราก็คงจะไม่ยอมให้ฝันร้ายในวันนี้ทำให้เราสูญสิ้นความหวังในอนาคต ในทางกลับกัน เราจะนำสถานการณ์ในปัจจุบันมาเปลี่ยนเป็นโอกาสเพื่อพัฒนาระบบการศึกษาของไทย และสานฝันให้นักเรียนของเราสามารถเดินทางไปสู่อนาคตข้างหน้าที่ดียิ่งขึ้นได้อย่างไร

แล้วคุณล่ะ มีความคิดเห็นอย่างไรบ้างเกี่ยวกับวิธีการผลักดันการศึกษาให้ไปข้างหน้าในระหว่างสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19ในครั้งนี้

อ่านเรื่องราวการสนับสนุนคุณครูไทยเพิ่มเติมที่ https://www.kenan-asia.org/teacher-professional-development/

Kenan Asia

แสดงความคิดเห็นของท่าน

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *