เพราะเราไม่อยากเห็นกลุ่มผู้สูงวัยต้องถูกทอดทิ้งเพียงลำพังอีกต่อไป

ท่ามกลางสภาวะทางสังคมเปลี่ยนแปลงและจำนวนผู้สูงในประเทศที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว การทำงานของอาสาสมัครสาธารณสุขชุมชน ที่ต้องทำงานอย่างใกล้ชิดเพื่อดูแลผู้สูงอายุจึงมีส่วนสำคัญเป็นอย่างมาก แต่การดูแลผู้สูงอายุอย่างมีคุณภาพจะไม่สามารถทำได้เลย ถ้าอาสาสมัครเหล่านี้ขาดองค์ความรู้และไม่มีอุปกรณ์ทางการแพทย์ที่จำเป็น
คุณวาสนา ตาดทอง รับหน้าที่อาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน ในจังหวัดอุบลราชธานี และเป็นผู้มีส่วนร่วมสำคัญในการช่วยเหลือผู้ด้อยโอกาสและผู้สูงอายุในชุมชน อย่างไรก็ตามการขาดองค์ความรู้ที่ทันสมัยต่อสถานการณ์ปัจจุบัน รวมไปถึงอุปกรณ์ทางการแพทย์ที่จำเป็นก็ส่งผลให้การทำงานของอาสาสมัครแต่ละคนต่างก็พบเจออุปสรรคอยู่บ้าง
ย้อนกลับไปเมื่อปี พ.ศ.2559 เมื่อคีนันฯ และมูลนิธิไฟเซอร์ ริเริ่มโครงการ “ไฟเซอร์ รู้-เฒ่า-ทัน-สุข” ภายใต้วัตถุประสงค์เพื่อช่วยเหลือผู้สูงวัย ให้มีกายฟิต จิตดี มีออม เหล่าอาสาสมัครสาธารณสุขชุมชนก็ได้รับการฝึกอบรม รวมถึงจัดหาอุปกรณ์ทางการแพทย์ที่จำเป็น ทำให้คุณวาสนาได้มีโอกาสนำความรู้ที่ได้รับมาเพื่อไปช่วยเหลือผู้สูงวัยในชุมชนได้อย่างใกล้ชิดมากยิ่งขึ้น
คุณวาสนาเล่าว่า ตัวอย่างงานที่คุณวาสนาภาคภูมิใจคือ กรณีของคุณยายท่านหนึ่งที่มีอายุ 93 ปี และต้องอาศัยอยู่ในบ้านเพียงลำพัง คุณยายท่านนี้ดำรงชีวิตด้วยเงินจากรัฐบาลเพียงจำนวน 1,400 บาทต่อเดือน หรือเพียง 47 บาทต่อวัน คุณวาสนาจึงได้เข้ามาช่วยเหลือโดยการติดต่อกับโรงพยาบาลท้องถิ่น และหน่วยงานส่งเสริมสุขภาพของตำบลเพื่อให้คุณยาย ได้รับการดูแลสุขภาพที่ถูกวิธีและไม่ถูกทอดทิ้งให้อยู่โดดเดี่ยว
“ตอนนี้คุณยายสุขภาพดีขึ้น เรารู้สึกภูมิใจ ที่ได้ดูแลและช่วยให้คุณยายมีชีวิตที่ดีขึ้น” คุณวาสนากล่าวด้วยน้ำเสียงที่มีความสุข”
การมีกลุ่มอาสาสมัครฯ เข้าช่วยเหลือชุมชนถือเป็นจุดเริ่มต้นที่ดีให้กับกลุ่มผู้สูงวัยได้คุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น สามารถอยู่ร่วมกันเป็นสังคมที่อบอุ่นและมีความสุข นอกจากนี้กลุ่มอาสาสมัครฯ ยังได้ช่วยจัดงานสังสรรค์ในชุมชนอย่างน้อยเดือนละหนึ่งครั้ง

อ่านเพิ่มเติม

เพราะงานสาธารณสุข คือการสร้างให้เป็นสังคมสุขภาพดีและอยู่ร่วมกันอย่างมีความสุข

เป็นเรื่องที่น่ายินดีอย่างยิ่งหากเราทุกคนสามารถเริ่มต้นออมเงินได้ตั้งแต่อายุยังน้อยและสามารถมีเงินออมที่มั่งคั่งในวัยเกษียณ แต่เราก็ต้องมีระเบียบวินัยอย่างมากที่จะอดทนสะสมเงินทีละเล็กละน้อย เป็นระยะเวลาหลายปี ในด้านสุขภาพก็เช่นเดียวกัน การรู้จักเลือกบริโภคอาหารที่มีคุณค่าโภชนการเหมาะสม ควบคู่กับการออกกำลังกายและดูแลสุขภาพในองค์รวม ย่อมทำให้ชีวิตในวัยเกษียณมีคุณภาพและมีความสุข
ความรู้ในการดูแลตนเองอาจฟังดูเป็นเรื่องง่ายๆ แต่หลายๆคนก็ประสบปัญหาในการสร้างให้เกิดเป็นนิสัยเช่นเดียวกับเรื่องราวของคุณผกาวรรณ กองพร เจ้าหน้าที่สาธารณสุข สำนักงานสาธารณสุข อำเภอเมือง จังหวัดอุบลราชธานี ซึ่งคุณผกาวรรณ ก็ได้ยอมรับว่า “การฝึกฝนตนเองนั้นคือเรื่องที่ยากที่สุด”
คุณผกาวรรณ ทำหน้าที่รับผิดชอบการดูแลสุขภาพ รวมถึงให้ความรู้ด้านแพทย์ทางเลือก ให้กับประชาชนในพื้นที่อำเภอเมือง ของจังหวัดอุบลราชธานี โดยคุณผกาวรรณ ต้องทำงานเพื่อช่วยเหลือกลุ่มประชากรที่มีความเสี่ยง เช่น ติดยาเสพติด และกลุ่มเด็กที่มีความบกพร่องทางจิต
แม้จะเป็นผู้ให้การช่วยเหลือผู้อื่นอยู่เสมอ แต่บางครั้งคุณผกาวรรณก็กลับลืมนึกถึงสุขภาพของตัวเอง
อย่างไรก็ตามก็เริ่มมีเรื่องราวดีๆเกิดขึ้นในปี พ.ศ. 2560 เมื่อคีนันฯ และมูลนิธิไฟเซอร์ จับมือริเริ่มโครงการ “ไฟเซอร์ รู้-เฒ่า(เท่า)-ทัน-สุข” ด้วยความมุ่งหวังที่ต้องการช่วยให้ประชากรกลุ่มสูงวัย และกลุ่มก่อนสูงวัย ได้รับความรู้ด้านสุขภาพกาย สุขภาพจิตและการบริหารจัดการเงิน โดยโครงการฯ ได้ทำการคัดเลือกเจ้าหน้าที่ ด้านสาธารณสุข รวมถึงคุณผกาวรรณ เพื่อให้ทำหน้าที่คอยดูแลสุขภาพของคนในชุมชนให้ทั่วถึง และสร้างให้เกิดเป็นการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมในเชิงบวก
เมื่อได้เริ่มฝึกอบรมกับโครงการฯ คุณผกาวรรณ

อ่านเพิ่มเติม

เพราะงานอาสาสมัครสาธารณสุข จะช่วยสร้างรอยยิ้มให้กับผู้สูงอายุในประเทศไทย

หากท่านได้มีโอกาสเข้าไปสัมผัสหมู่บ้านเล็กๆในชนบทของประเทศไทย ท่านจะได้เห็นภาพผู้สูงอายุหลายๆท่านนั่งจับกลุ่มพูดคุยกันอยู่นอกบ้านและยังมีเด็กเล็ก ๆ วิ่งเล่นกันอย่างสนุกสนานในโรงเรียน แต่เราก็มักจะไม่ค่อยพบเห็นผู้ใหญ่วัยทำงานมากมายนัก ทั้งนี้ก็เนื่องมาจากสภาวะเศรษฐกิจในปัจจัยที่กลุ่มคนวัยทำงานจำนวนมากต้องพากันออกจากบ้านเกิดเพื่อมาหางานทำในกรุงเทพฯ หรือตามหัวเมืองจังหวัดใหญ่ๆ ทำให้จำเป็นต้องละทิ้งผู้สูงอายุและเด็กๆอาศัยในชุมชนเพียงลำพัง
การเปลี่ยนแปลงด้านจำนวนประชากรที่มีกลุ่มผู้สูงอายุเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วในประเทศไทย ได้ก่อให้เกิดเป็นปัญหาต่อผู้สูงอายุในด้านสุขภาพจิต สุขภาพกาย และการบริหารจัดการทางการเงิน
การดูแลผู้สูงอายุนั้นไม่ใช่เรื่องง่าย เมื่องบประมาณของรัฐไม่เพียงพอและบุตรหลานของหลายๆครอบครัวต่างก็ไมได้อาศัยใกล้ชิดกันเหมือนในอดีต จึงนับเป็นเรื่องท้าทายอย่างมากสำหรับประเทศไทยที่ต้องเผชิญสถานการณ์ เช่นนี้

คุณนวลจันทร์ พลใส เป็นอาสาสมัครสาธารณสุขในจังหวัดอุบลราชธานี ซึ่งเป็นจังหวัดติดกับเขตชายแดน ประเทศลาว และกัมพูชา ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศไทย (หรือภาคอีสาน) ในฐานะอาสาสมัคร คุณนวลจันทร์ ได้อุทิศเวลา และแรงกายตลอดทั้งปีเพื่อช่วยเหลือสมาชิกในชุมชนให้ได้รับการดูแลนสุขภาพที่จำเป็นสม่ำเสมอ ตั้งแต่จัดสรรตารางเข้าพบแพทย์ให้กับสมาชิกฯ ตลอดจนการเข้าไปเยี่ยมผู้ป่วยติดเตียงถึงที่พักอาศัย
“ในฐานะอาสาสมัคร เราอยากจะตอบแทนคุณแผ่นดินที่เราเติบโตมาและมีส่วนร่วมในการช่วยพัฒนาสังคม” คุณนวลจันทร์กล่าว “เราได้ทำหน้าที่ผู้ช่วยคุณหมอและได้ช่วยเพื่อน ๆของเรา เรารักในสิ่งที่เราทำ”
ถึงแม้คุณนวลจันทร์จะมีความตั้งใจและความทุ่มเทอย่างมาก แต่ก็ยังคงต้องการ การสนับสนุนเพื่อที่จะสามารถดูแลสมาชิกได้อย่างดีที่สุดและทั่วถึง คุณนวลจันทร์ได้ออกจากโรงเรียนตั้งแต่ชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 ดังนั้นความรู้ด้านการดูแลสุขภาพส่วนใหญ่มาจากประสบการณ์ตรง ในการต่อสู้กับโรคเบาหวานของตัวเธอเอง รวมถึงการได้ดูแลน้องสาวที่ต้องต่อสู้กับโรคมะเร็ง
และในปี พ.ศ.2560 คุณนวลจันทร์และอาสาสมัครด้านสุขภาพในจังหวัดอุบลราชธานี ก็ได้พบกับเรื่องราวๆดีๆ ที่ได้เกิดขึ้นกับชุมชน

อ่านเพิ่มเติม

คุณหมอผู้อุทิศตนเพื่อช่วยเหลือคนพิการในเวียดนาม ให้มีรอยยิ้มเล็กๆเกิดขึ้นในสังคม

ก่อนที่จะเข้าเรียนในระดับมัธยมศึกษา Hoang Manh Hoai ต้องเผชิญกับการตัดสินใจที่ยากที่สุดในชีวิตช่วงวัยเด็กของเขา ด้วยสภาพอากาศอันเลวร้ายนั้นได้ทำลายพืชผลในไร่ของครอบครัวเขาจนหมดสิ้น เรื่องเลวร้ายลงไปอีกเมื่อคุณพ่อล้มป่วยหนัก ทำให้รายได้หลักที่หล่อเลี้ยงครอบครัวหายไปเพียงชั่วข้ามคืน Hoai ลูกคนโตจากพี่น้องทั้งหมด 7 คน ตระหนักได้ว่าเขาจะต้องเป็นเรี่ยวแรงหลักของครอบครัว ดังนั้นเขาจึงต้องลาออกจากโรงเรียนซึ่งเขาไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้เลย
แต่โชคก็เข้าข้างครอบครัวของเขาในหนึ่งปีให้หลัง แต่ตลอดเวลาที่ผ่านมา Hoai ใช้เวลาไปกับการดิ้นรนทำงานหนักเพื่อคนที่เขารัก ในความคิดของเขานั้น มันเป็นเหมือนตราประทับที่ไม่สามารถลบเลือนออกไปได้ ทำให้เค้ารู้ถึงคุณค่าของการศึกษา
“ความรู้นั้นไม่มีที่สิ้นสุดดัง นั้นเราจำเป็นต้องพัฒนาตัวเองในทุกวันๆ” Hoai กล่าวสะท้อนถึงความทุกข์ยากของครอบครัวของเขา เมื่อสามสิบปีก่อน “เมื่อเราเรียนแม้เพียงเล็กน้อย ก็สามารถสร้างความแตกต่างอันยิ่งใหญ่ในตัวเรา”
การเรียนรู้ตลอดเวลาอย่างไม่มีที่สิ้นสุดนั้นได้นำพาให้ Hoai ผ่านการเรียนระดับมหาวิทยาลัย เขาได้รับปริญญาเอกด้านการแพทย์ และเข้าทำงานที่กระทรวงสาธารณสุขเวียดนาม (MOH) ซึ่งปัจจุบัน Hoai ดำรงตำแหน่งหัวหน้าฝ่ายบริการการแพทย์ของกรมสุขภาพ ในจังหวัด Binh Phuoc ประเทศเวียดนาม ซึ่งบทบาทหน้าที่คือ การดูแลการให้บริการของกระทรวงสาธารณสุขเวียดนาม ซึ่งมีผู้อยู่อาศัยเกือบหนึ่งล้านคนในจังหวัดนี้ ความรับผิดชอบในตำแหน่งหัวหน้าคือการทำให้มั่นใจว่าคนพิการจะได้รับการดูแลและสนับสนุนอย่างที่พวกเขาต้องการ เพื่อนำไปสู่ชีวิตที่มีสุขภาพดี และใช้ชีวิตได้อย่างมีคุณค่า
แต่ด้วยทรัพยากรและสิ่งอำนวยความสะดวกที่มีอยู่อย่างจำกัด Dr. Hoai

อ่านเพิ่มเติม

เรื่องราวของคุณหมอผู้มีหัวใจอุทิศ ให้กับคุณภาพชีวิตที่ดียิ่งขึ้นของคนในชุมชน

ณ เช้าวันหยุดวันหนึ่งในมหานครกรุงเทพฯ ซึ่งเป็นวันที่อากาศเย็นสดชื่นเหมาะแก่การทำกิจกรรมนอกบ้าน วันนี้โรงเรียนและธุรกิจห้างร้านหลายๆแห่งไม่ได้เปิดทำการ  คุณหมอรัตนา มนต์ประจักษ์ ผู้อำนวยการศูนย์สาธารณสุข 42 จึงได้ลงพื้นที่ออกตรวจสุขภาพคนในชุมชน ท่ามกลางบรรยากาศคึกคักด้วยเสียงหัวเราะของเด็ก ๆ ที่กำลังสนุกสานกับการปั่นจักรยานในสนามวอลเลย์บอล ที่อยู่ไม่ไกลกัน ขณะที่เหล่าบรรดาผู้สูงอายุในชุมชนต่างก็นั่งรอพบหมอและคุยกันอย่างสนุกสนาน
สมาชิกชุมชนต่างก็มีความสุขที่ได้พบปะ พูดคุยกับเพื่อนๆระหว่างรอพบคุณหมอ คิวตรวจวันนี้เป็นเรื่องของการคัดกรองมะเร็งเต้านมและมะเร็งปากมดลูก รวมถึงการให้คำแนะนำการดูแลรักษาโรคอื่นๆ หลังจากนั้นไม่นานนักกลุ่มอาสาสมัครสุขภาพชุมชนก็มาถึง พร้อมเริ่มสาธิตการออกกำลังกายเพื่อสุขภาพที่ดีให้กับสมาชิกทุกๆคนที่มาพบแพทย์ในวันนี้
สำหรับคุณหมอ รัตนา การลงพื้นที่ให้บริการทางการแพทย์กับสมาชิกชุมชน  ถือเป็นโอกาสที่ดีในการเข้าถึงสมาชิกที่มีความยากลำบากในการเข้าถึงการรักษาพยาบาล โดยวันนี้ คุณหมอรัตนาและทีมพยาบาล ใช้เวลากว่าครึ่งวันในการตรวจสุขภาพให้กับคนในชุมชน รวมทั้งสิ้น 64 คน โดยไม่ได้เก็บค่ารักษาพยาบาลใดๆ
อย่างไรก็ตามการดูแลด้านการแพทย์สำหรับสมาชิกชุมชนก็ยังถือว่าไม่เพียงพอ ซึ่งในฐานะผู้อำนวยการศูนย์บริการสาธารณสุข 42 คุณหมอรัตนา ต้องรับผิดชอบดูแลสมาชิกผู้อยู่อาศัยในเขตบางขุนเทียน กรุงเทพฯ จำนวนรวมทั้งสิ้นเกินกว่า 170,000 คน จาก 53 ชุมชนในเขตบางขุนเทียน โดยแม้คุณหมอรัตนาและทีมพยาบาล จะมีความพยายามอย่างเต็มที่ในการลงพื้นที่ช่วยเหลือสมาชิกในชุมชน แต่ก็ยังมีเวลาไม่เพียงพอที่จะสามารถช่วยเหลือสมาชิกทุกคนๆในเขตบางขุนเทียนได้

 “เวลา 1 วัน

อ่านเพิ่มเติม

พลังแห่งความมุ่งมั่นที่จะก้าวเป็นผู้นำด้านการท่องเที่ยวที่เหนือกว่าคู่แข่ง

ประเทศไทยเริ่มเป็นจุดหมายปลายทางสำหรับนักท่องเที่ยวต่างชาติ ช่วงระหว่างปี พ.ศ. 2503 – พ.ศ. 2512เป็นต้นมา ในแต่ละปีผู้คนหลายล้านคน หลั่งไหลเข้ามาในประเทศไทย เพื่อมาชมความงดงามของวัดสีทองเหลืองอร่ามใจกลางกรุงเทพมหานคร พร้อมชมหุบเขาเขียวชอุ่มในเมืองเชียงใหม่ และชายหาดอันงดงามในจังหวัดภูเก็ต นับตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา อุตสาหกรรมการท่องเที่ยวของไทย ถือว่าประสบความสำเร็จอย่างรวดเร็วและเติบโตพุ่งทะยานแบบก้าวกระโดด ในปัจจุบัน ประเทศไทยมีจำนวนนักท่องเที่ยวเพิ่มขึ้นมากกว่า 30 ล้านคนต่อปี โดย บริษัท อินเตอร์แนชชั่นแนลทัวร์เซนเตอร์ จำกัด (ITC) ซึ่งเป็นบริษัทผู้ดำเนินธุรกิจให้บริการด้านการท่องเที่ยว เป็นบริษัทลำดับแรกๆในประเทศไทย ซึ่งได้ก่อตั้งขึ้นในปี พ.ศ.  2512 ก็ยังคงถือเป็นผู้นำตลาดการด้านการท่องเที่ยวมาจนถึงปัจจุบัน

49 ปีที่ผ่านมา คุณธนบดี วัชรเสถียร ได้มองเห็นความรุ่งเรืองของอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวในประเทศไทยมาโดยตลอด โดยคุณพ่อของคุณธนบดี เป็นผู้ก่อตั้งและริเริ่มบริหารธุรกิจของบริษัทฯ ซึ่งทำหน้าที่เป็นผู้แทนจัดจำหน่ายตั๋วเครื่องบิน และให้บริการนำเที่ยวในประเทศไทย ซึ่งในปัจจุบัน คุณธนบดีได้ก้าวเข้ามาบริหารงานในตำแหน่งกรรมการผู้จัดการของบริษัทฯอย่างเต็มตัว และได้บริหารงาน บริษัท ITC ให้เดินหน้าในยุคการตลาดดิจิตอล ด้วยรูปแบบการบริการที่ทันสมัยและก้าวหน้ามากขึ้นกว่าเดิม ซึ่งกว่าครึ่งศตวรรษที่ผ่านมา บริษัท ITC

อ่านเพิ่มเติม

นักการศึกษาผู้มีส่วนช่วยยกระดับการเรียนรู้แห่งยุคศตวรรษที่ 21 ให้เกิดประโยชน์กับประเทศเวียดนาม

กลุ่มสตรีทั้งสี่ท่าน ยืนพิงโต๊ะกลมพร้อมกับมี สายไฟ แบตเตอรี่ เทปกาว และกรรไกรในมือ ทุกๆคนกำลังเริ่มทำการทดลอง ทำซ้ำไปซ้ำมาอยู่หลายครั้ง จนท้ายที่สุดก็ค้นพบวิธีต่อสายไฟเข้ากับหลอดไฟได้ ทำให้แสงสว่างก็ได้กลับมา ทำให้ทุกคนดีใจในการเรียนรู้ ลองผิดลองถูกในครั้งนี้
คุณ Nguyen Thi Thuan  มองดูด้วยรอยยิ้มอันสงบ ซึ่งผู้หญิงทั้งสี่คนก็คือนักเรียนของเธอเอง และทุกๆคนก็เริ่มต้นเข้าสู่บทเรียนของวันนั้น

การเรียนครั้งนี้เป็นเหมือนการเปลี่ยนรูปแบบจากการเรียนแบบท่องจำ ไปสู่การเรียนรู้ด้วยการลงมือทำและเน้นการปฎิบัติจริง คุณ Nguyen Thi Thuan  ซึ่งเป็นครูต้นแบบจากโครงการโบอิ้งยกระดับการเรียนรู้ และเป็นครูสอนวิชาฟิสิกส์จากมหาวิทยาลัยฮานอยในประเทศเวียดนาม ก็มีความตั้งใจและมุ่งมั่นที่อยากเห็นประเทศเวียดนามได้รับการพัฒนาการศึกษาอย่างเหมาะสมในศตวรรษที่ 21
ไม่ว่า คุณ Nguyen Thi Thuan จะเคยทราบมาก่อนหรือไม่ก็ตาม ว่าในประเทศเวียดนามบุคลากรจากภาคการศึกษา เหล่าบรรดานักธุรกิจ  บุคลการผู้เชี่ยวชาญจากแต่ละสาขาอาชีพ รวมถึงผู้กำหนดนโยบายให้กับภาครัฐถือเป็นผู้เริ่มต้นการเปลี่ยนแปลงให้กับเวียดนามก้าวเข้าสู่การปฏิวัติอุตสาหกรรมครั้งที่ 4 ซึ่งในขณะที่เทคโนโลยีได้ฝังตัวอยู่ในผลิตภัณฑ์และบริการ รวมถึงระบบการทำงานในด้านต่างๆ ซึ่งแม้แต่นักเขียนนิยายวิทยาศาสตร์ที่มีจินตนาการล้ำลึก ก็ยังไม่สามารถทำนายลักษณะออกมาได้ ซึ่งเมื่อเทคโนโลยีได้เกิดขึ้นแล้ว การมอบการศึกษาที่เท่าทันยุคปัจจุบันจึงเป็นเรื่องจำเป็นอย่างยิ่งสำหรับคนรุ่นต่อไป
คุณ Nguyen Thi

อ่านเพิ่มเติม

โครงการปลูกฝังผู้นำชุมชนแห่งการเปลี่ยนแปลงเพื่ออนาคตอันสดใสของชุมชนคลองเตย

ป้าหมวยเดินทอดน่องบนทางปูนหยาบๆ ขนาด 6 บล็อก ที่นี่เป็นที่อยู่อาศัยในชุมชนของป้าหมวย เรียกกันว่า “ชุมชนสร้างสรรพัฒนา” คนในชุมชนต่างให้ความเคารพนับถือป้าหมวย ถึงแม้ว่าป้าหมวยจะ “เกษียณ” จากอาชีพนักสังคมสงเคราะห์ที่ทำมาถึง 30 ปี ตั้งแต่เมื่อ 5 ปีที่แล้วก็ตาม ตอนนี้ป้าหมวยอายุ 71 ปี รับความไว้วางใจและถูกเลือกให้เป็นผู้นำของมูลนิธิพร้อมใจพัฒนา ซึ่งนี่เป็นหน้าอันสำคัญที่ป้าหมวยจะต้องรับผิดชอบ ในช่วงหลายปีที่ผ่านมาทั้งในฐานะนักสังคมสงเคราะห์และผู้นำโครงการพร้อมใจ ป้าหมวยเคยดำเนินการโครงการเพื่อชุมชนที่มีเป้าหมายลดยาเสพติด ช่วยเหลือเด็กจากการถูกล่วงละเมิด และให้สมาชิกในชุมชนสร้างความสัมพันธ์ที่ดีกับคนรอบข้าง และสร้างสภาพแวดล้อมที่ดีให้กับที่อยู่อาศัย เมื่อดูจากสภาพแวดล้อมที่ดี และกลิ่นอายความสดชื่นของสวนในชุมชน นี่สะท้อนให้เห็นถึงความสำเร็จของป้าหมวยในการทำงานร่วมกับมูลนิธิไฟเซอร์ในโครงการ Pfizer Healthy Sting Society หรือ โครงการ“ไฟเซอร์ รู้-เฒ่า(เท่า)-ทัน-สุข”

เมื่อปีที่แล้ว ป้าหมวยต้องการสร้างระบบกิจกรรม เพื่อส่งเสริมให้สมาชิกผู้สูงอายุในชุมชนของป้าหมวยได้ช่วยเหลือและสนับสนุนซึ่งกันและกัน เพื่อให้ได้ทราบถึงจำนวนของกลุ่มเป้าหมายในชุมชนที่ต้องการ ป้าหมวยได้ขอความร่วมมือกับหน่วยงานด้านสาธารณสุขประจำท้องถิ่น เพื่อให้ข้อมูลเกี่ยวกับจำนวนผู้สูงอายุที่อาศัยอยู่ในชุมชนของป้าหมวย แต่เมื่อเห็นคำร้องขอของป้าหมวยที่ถูกตอบกลับมานั้น มันทำให้ป้าหมวยรู้สึกท้อแท้ ที่พบว่าสถิติที่ป้าหมวยได้รับนั้นไม่สมบูรณ์ ในการที่ป้าหมวยจะทำกิจกรรมที่มีประสิทธิภาพนั้น จะต้องหาวิธีอื่นที่จะสามารถเปรียบเทียบและวางแผนความต้องการของผู้สูงอายุในชุมชนได้ ดังนั้นป้าหมวยจึงหันมาขอความช่วยเหลือจากสถาบันคีนันแห่งเอเชียเพื่อช่วยผู้สูงอายุในชมชุน นั้นก็คือโครงการ“ไฟเซอร์

อ่านเพิ่มเติม

“ใจเดียวกัน”

เรื่องราวของกลุ่มคนจากหลากหลายอาชีพ อาทิ ช่างเย็บผ้า แม่ครัว รับจ้างทั่วไป และนักเรียน ที่ต่างก็มีเป้าหมายเดียวกัน นั่นคือ อิสรภาพทางการเงิน
คุณประภาศรี จันทร์เล็ก ผู้นำชุมชนของสหกรณ์เคหสถานบ้านมั่นคงชุมชนฟ้าใหม่ (กทม.) เปิดสมุดบัญชีรายรับ-รายจ่ายที่เธอจดบันทึกไว้ พร้อมเล่าเรื่องราวการใช้จ่ายเงินของเธอในช่วงเวลาที่ผ่านมา
ณ วันที่ 5 สิงหาคม คุณประภาศรี ได้จดบันทึกรายได้จากการรับจ้างเย็บผ้าเป็นจำนวน 300 บาท ในสมุดบัญชีของเธอ ส่วนช่องรายจ่ายของทั้งเดือนนั้น พบว่ามีเพียงรายการเดียวที่ถูกทำเครื่องหมายไว้ในช่อง รายจ่ายที่ไม่จำเป็น นั่นก็คือ “เสื้อผ้าของลูก”
“ฉันรู้สึกภูมิใจกับตัวเองมาก” คุณประภาศรีพูดด้วยดวงตาเป็นประกาย
กว่าหลายเดือนที่ผ่านมา สตรีวัย 56 ปีผู้นี้ ทำหน้าที่เป็นผู้นำที่ยอดเยี่ยมในการพาสมาชิกทีมอีกจำนวน 4 คนที่อาศัยอยู่ในชุมชนเดียวกันคว้าชัยชนะในการเข้าร่วมกิจกรรมทางการเงินของโครงการ “พัฒนาเครือข่ายองค์กรชุมชน เพื่อสร้างความมั่นคงทางการเงิน” ซึ่งดำเนินโครงการฯ โดยมูลนิธิคีนันแห่งเอเซีย (คีนัน)
คุณประภาศรี เริ่มต้นเล่าเรื่องราวกว่าทีมของเธอจะได้รับรางวัลในวันนี้ว่า “ฉันต้องออกจากโรงเรียนหลังจากจบการศึกษาชั้นประถมศึกษาปีที่ 4” แม้ว่าเธอทำงานหารายได้เลี้ยงครอบครัวตั้งแต่อายุยังน้อย แต่เธอก็เป็นหนึ่งในแรงงานไทยจำนวนมากที่ได้รับแค่ค่าแรงขั้นต่ำและมีรายได้ที่ไม่แน่นอน

อ่านเพิ่มเติม

บันทึกเรื่องราวของสตรีผู้ต่อสู้กับความเจ็บป่วย แต่กลับมาเข้มแข็งและเป็นแรงดลใจอันยิ่งใหญ่ให้กับคนรอบข้าง

คุณ วัลลา ดำนิล เคยเป็นเจ้าของกิจการร้านเสริมสวยในชุมชนคลองเตย ซึ่งเป็นชุมชนตั้งอยู่กลางใจเมืองของมหานครกรุงเทพฯ ด้วยลักษณะที่มีความเป็นกันเอง ทั้งยังเป็นช่างทำผมที่มีฝีมือและได้รับการยอมรับจากลูกค้าในละแวกนี้  กิจการร้านเสริมสวยของคุณวัลลา จึงเปรียบดั่งแสงแดดส่องก่อนรุ่งเช้า ที่ดึงดูดความสุขมาส่งให้คนในชุมชน ได้เริ่มต้นวันใหม่ด้วยโฉมฉายอันงดงาม
หากแต่ชีวิตทุกคนต่างต้องเผชิญจุดพลิกผันที่อาจสร้างรอยแผลร้าวในใจ ย้อนกลับไปเมื่อ 5 ปีที่แล้ว คุณ วัลลา ค้นพบว่าตนเอง ป่วยมีโรคเบาหวาน ซึ่งเมื่อโรคภัยไข้เจ็บส่งสัญญาณร้ายกับร่างกาย และสุขภาพก็เสื่อมถอยลงอย่างเห็นได้ชัด คุณ วัลลา จึงจำเป็นต้องเลิกกิจการร้านเสริมสวย เพื่อมาหันดูแลสุขภาพของตนเองอย่างใกล้ชิด
หลังจากเข้าพบแพทย์และประเมินอาการแล้ว ไม่มีทางเลือกใดไปกว่าการต้องได้รับยารักษาหลายชนิดต่อเนื่อง โดยแพทย์ได้อธิบายถึงอันตรายจากภาวะโรคเบาหวาน และแนะนำโภชนาการที่เหมาะสม รวมถึงการปรับเปลี่ยนพฤติกรรม หากแต่การพบแพทย์ในครั้งนั้น คุณ วัลลา ก็ยังคงไม่สามารถปรับเปลี่ยนตนเองได้ ยังติดนิสัยชอบดื่มน้ำหวาน บริโภคของหวาน และผลไม้มีรสหวาน เช่น มะม่วงและทุเรียน เป็นต้น
คุณวัลลาต้องเข้าพบหมออย่างต่อเนื่อง และไม่นานนักอาการก็เริ่มแสดงผลแย่ลงมากขึ้นเรื่อยๆ ภาวะโรคอ้วนรวมถึงการมองเห็นไม่ชัดจากโรคเบาหวานขึ้นตา ทำให้แพทย์ได้แสดงอาการไม่พอใจต่อการไม่ยอมปรับเปลี่ยนพฤติกรรม และกล่าวดุ พร้อมขู่ให้เห็นภาพถึงความน่ากลัวของโรคเบาหวานมากยิ่งขึ้นเรื่อยๆ เหตุการณ์ครั้งนั้น ทำให้คุณวัลลา มีอาการหวาดกลัวต่อโรคนี้ แต่ก็ยังกังวลใจถึงหนทางในการปรับเปลี่ยนตนเอง

อ่านเพิ่มเติม