หนึ่งก้าวของผู้ประกอบการหญิง สู่ชุมชนที่ยั่งยืน

จุดเริ่มต้นและความฝัน เพื่อชุมชนและความยั่งยืน

เมื่อสมัยที่คุณวรรณกนกยังทำงานประจำ เธอมักฝันถึงการมีอะไรสักอย่างเป็นของตัวเอง โดยทุกครั้งที่คุณวรรณกนกออกไปเที่ยว เธอมักจะกลับบ้านมาพร้อมกับแรงบันดาลใจที่จะสร้างสรรค์และต่อยอดผลิตภัณฑ์แฮนด์เมดที่เธอเจอระหว่างทางเสมอ บวกกับแรงบันดาลใจที่ได้รับจากผู้ประกอบการหญิงรายย่อยท่านหนึ่งที่เธอมีโอกาสได้ร่วมงานด้วยครั้งที่ทำงานประจำ ทำให้คุณวรรณกนกตัดสินใจก้าวออกมาเปิดกิจการของตัวเองภายใต้ชื่อแบรนด์ Wanasu Style ที่มอบคุณค่าแก่ชุมชนและยึดหลักความยั่งยืนอย่างเต็มเปี่ยม
ปัจจุบันร้าน Wanasu Style ได้จ้างกลุ่มแม่บ้านในชุมชนมาช่วยกันประดิษฐ์เสื้อผ้าและเครื่องประดับทำมือหลากหลายชนิดอันเปี่ยมไปด้วยเอกลักษณ์ ซึ่งสร้างได้รายได้เสริมเดือนละกว่า 5,000 บาทต่อคน และสามารถช่วยเหลือครอบครัวได้กว่า 10-15 ครัวเรือน นับว่าเป็นหัวใจหลักในการดำเนินกิจการของคุณวรรณกนกและร้าน Wanasu Style ที่อยากจะสนับสนุนและเติมพลังให้กับกลุ่มผู้หญิงในชุมชน
ตั้งรับและปรับตัวกับโควิด-19
การแพร่ระบาดของเชื้อโควิด-19 ในภูมิภาคเอเชียและทั่วโลก ทำให้การเข้าถึงวัตถุดิบในการทำผลิตภัณฑ์ของร้าน Wanasu Style ต้องหยุดชะงัก หนำซ้ำความไม่แน่นอนของวิกฤตเศรษฐกิจยิ่งสร้างความกังวลใจในกลุ่มผู้บริโภค เพราะหลายคนเริ่มจำกัดการใช้เงินกับสินค้าแฟชั่น และลูกค้าประจำของร้าน Wanasu Style ก็ลดลงไปจากแต่ก่อนเนื่องจากกลัวความไม่แน่นอนของอนาคต
ความคิดแรกของคุณวรรณกนก คือ ความเป็นห่วงพนักงานที่ร้าน รวมถึงครอบครัวที่พวกเธอต้องดูแล ด้วยความตั้งใจที่จะดำเนินกิจการผลักดันผู้หญิงและสร้างอาชีพให้กับพวกเขา คุณวรรณกนกจึงตระหนักได้ทันทีว่า เธอต้องลุกขึ้นมาปรับเปลี่ยนและปรับตัวธุรกิจให้เร็วที่สุด
ร้าน Wanasu Style จึงพลิกโฉมผลิตภัณฑ์และบริการขึ้นมาใหม่

อ่านเพิ่มเติม

กระทรวงสาธารณสุข ร่วมกับ มูลนิธิคีนันแห่งเอเซีย และบริษัท ออร์กานอน ประเทศไทย

กระทรวงสาธารณสุข ร่วมกับ มูลนิธิคีนันแห่งเอเซีย และบริษัท ออร์กานอน ประเทศไทย มุ่งปรับ – เปลี่ยน – ปั้น ฐานประชากร สู่สังคมแห่งความยั่งยืน
ประเทศไทยกำลังประสบความท้าทายด้านประชากร โดยในด้านโครงสร้างนั้น สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติได้คาดการณ์ไว้ว่าในปี พ.ศ. 2580 สัดส่วนผู้สูงอายุในสังคมไทยจะอยู่ที่ราวร้อยละ 30 ของประชากร ทั้งนี้ ประเทศไทยมีอัตราเจริญพันธุ์รวมที่ต่ำกว่าระดับทดแทนมาเป็นระยะเวลา 20 ปีแล้ว ส่งผลให้จำนวนประชากรวัยเด็กและวัยทำงานลดลงอย่างต่อเนื่อง และในปี พ.ศ. 2563 ที่ผ่านมาก็พบว่ามีจำนวนการเกิดรวมเพียง 587,368 คน ซึ่งเป็นครั้งแรกที่ประเทศไทยมีจำนวนการเกิดรายปีที่ต่ำ กว่า 600,000 คน ยิ่งไปกว่านั้น ประเด็นด้านคุณภาพประชากรก็เป็นประเด็นที่สำคัญไม่แพ้ประเด็นด้านโครงสร้างประชากร โดยสถานการณ์เหล่านี้จะส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจและสังคมไทยในระยะยาว
จากการประชุมระดับนโยบายในหัวข้อ “ปรับ – เปลี่ยน – ปั้น ฐานประชากร สู่สังคมแห่งความยั่งยืน” ภายใต้โครงการ “Smart Family

อ่านเพิ่มเติม

ค่ายอินโนเวชั่น: ประตูสู่ประสบการณ์นอกชั้นเรียนในโลกศตวรรษที่ 21

การศึกษาในโลกศตวรรษที่ 21 ไม่ใช่แค่การเตรียมความพร้อมหรือถ่ายทอดความรู้ให้ผู้เรียนเพียงอย่างเดียว แต่รวมไปถึงการหล่อหลอมนิสัยการเรียนรู้ที่ไม่ได้จำกัดอยู่เพียงแค่ในห้องเรียนค่ายและโครงการเรียนรู้นอกห้องเรียนมีบทบาทสำคัญอย่างมากในการส่งเสริมผู้เรียนให้สามารถต่อยอดการเรียนรู้ โดยกระตุ้นให้ผู้เรียนนำองค์ความรู้และทักษะที่ได้จากชั้นเรียนมาใช้แก้ไขปัญหาในชีวิตจริงรวมทั้งออกแบบนวัตกรรมใหม่ ๆ ผ่านกิจกรรมที่สนุกและการฝึกปฏิบัติและลงมือทำจริง ซึ่งจะเป็นโอกาสให้ผู้เรียนสามารถฝึกฝนทักษะการวิเคราะห์ ทักษะการคิดอย่างสร้างสรรค์ ทักษะการเรียนรู้ร่วมกับผู้อื่น และทักษะการสื่อสารไปพร้อมกันด้วย

โดยค่ายอินโนเวชั่นของมูลนิธิคีนันแห่งเอเซีย ที่ได้รับการสนับสนุนโดย บริษัท แคทเธอร์พิลลาร์ (ประเทศไทย) จำกัด เป็นส่วนหนึ่งของโครงการส่งเสริมนวัตกรรมการเรียนรู้เพื่อพัฒนาผู้เรียนให้เป็นพลเมืองแห่งศตวรรษที่ 21 โดยมุ่งพัฒนาทักษะพื้นฐานทางวิทยาศาสตร์และคณิตศาสตร์ที่เป็นปัจจัยสำคัญเพื่อต่อยอดไปสู่การศึกษาในระดับที่สูงขึ้นและอาชีพในอนาคตต่อไป โครงการค่ายอินโนเวชั่นเป็นโครงการที่ต่อยอดจากการพัฒนาครูผู้สอนเพื่อสร้างห้องเรียนวิทยาศาสตร์และคณิตศาสตร์ที่ผู้เรียนสนุกกับการเรียนรู้และเป็นผู้สร้างองค์ความรู้ โดยมุ่นเน้นการมอบประสบการณ์การเรียนรู้ไม่มีที่สิ้นสุด และเปิดโอกาสให้แก่เด็กและเยาวชนได้เรียนรู้ทักษะใหม่ ๆ นอกห้องเรียน ซึ่งรวมถึงทักษะทางสังคมที่หลากหลาย การพึ่งพาตนเอง ภาวะผู้นำ รวมถึงแรงบันดาลใจและการเตรียมตัวเพื่อสร้างเส้นทางสู่อาชีพทางสะเต็มในอนาคต
โครงการมีแผนจัดกิจกรรมค่ายอินโนเวชั่นทั้งหมด 9 ค่ายภายในระยะเวลา 2 ปี (2564-2565) ให้กับนักเรียนชั้นมัธยมต้นจากโรงเรียนเครือข่ายในจังหวัดระยองรวมทั้งสิ้น 450 คน โดยตั้งแต่เดือนกรกฎาคม พ.ศ. 2564 ทางโครงการได้จัดค่ายแก่ 4 โรงเรียนในจังหวัดระยอง ได้แก่ โรงเรียนบ้านหนองฆ้อ และ โรงเรียนบ้านสีระมัน โรงเรียนวัดห้วงหิน

อ่านเพิ่มเติม

เมื่อโลกปรับ ห้องเรียนเปลี่ยน การเรียนรู้ต้องเปิด

การเรียนรู้ในปัจจุบันกำลังเปลี่ยนไปด้วยการเข้ามาของเทคโนโลยีที่มีความก้าวหน้าและเข้าถึงได้ง่ายกว่าเดิม ทำให้เราสามารถเรียนรู้ได้ทุกที่ทุกเวลา การเรียนการสอนออนไลน์ในช่วงสถานการณ์โควิด-19 ดูเหมือนเป็นเรื่องที่ควรจะทำได้อย่างราบรื่น แต่ในความเป็นจริงเมื่อเราต้องเว้นระยะห่าง โรงเรียนไม่สามารถดำเนินการเปิดการเรียนการสอนตามปกติได้ตลอดทั้งเทอม ยิ่งในโรงเรียนระดับประถมศึกษาความพร้อมในการเรียนการสอนจึงน้อยมาก นักเรียนบางคนยังมีปัญหาในการเข้าถึงอินเตอร์เน็ต บางคนไม่มีมือถือ หรือต้องใช้มือถือของผู้ปกครอง  รูปแบบในการเรียนการสอนจึงต้องปรับรูปแบบ มีทั้ง ON-AIR ONLINE  ON–DEMAND และ ON-HAND ตามความพร้อม  จึงเป็นโจทย์ใหญ่ที่ทุกฝ่ายจะต้องเร่งรีบจัดการให้ทันกับสถานการณ์ ไม่เช่นนั้นแล้วนักเรียนที่หลุดไปจากการเรียนจะขาดความรู้พื้นฐานสำคัญที่จะต่อยอดความรู้ในระดับที่สูงขึ้น จะมีนักเรียนบางคนถูกทอดทิ้งไว้ข้างหลังเพราะด้วยความไม่พร้อม ความแตกต่างในการเรียนรู้ของนักเรียนจะมีเพิ่มมากขึ้น ทำให้เกิดเป็นปัญหาที่ไม่รู้สาเหตุว่าเกิดจากความสนใจของเด็กที่ลดลง หรือระบบการเรียนรู้ที่ไม่ตอบโจทย์กันแน่

มูลนิธิคีนันแห่งเอเซียได้ร่วมมือกับโบอิ้งส่งต่อโครงการ โบอิ้ง ยกระดับการเรียนรู้ด้วยเทคโนโลยีเพื่อเป็นส่วนหนึ่งในการยกระดับห้องเรียนของคุณครูผ่านกิจกรรมและความรู้ในการจัดการเรียนการสอนแบบโครงงาน โดยโครงการฯ มุ่งเน้นการยกระดับขีดความสามารถให้กับครู ผ่านการฝึกอบรมและให้คำปรึกษาอย่างต่อเนื่อง รวมถึงแนวทางในการสนับสนุนการทำงานของครู ให้กับผู้บริหารสถานศึกษาผ่านการอบรมที่เข้มข้น
คุณครูธนวุฒิ มากเจริญ โรงเรียนสาริกา จ.นครนายก หนึ่งในคุณครูที่เข้าร่วมโครงการมาอย่างต่อเนื่องและใช้โครงงานในการช่วยจัดการเรียนการสอนในช่วงโควิดเล่าว่า “ตั้งแต่โควิด-19 เข้ามาในช่วงแรกการเรียนออนไลน์ทำได้ยาก เพราะปัญหาอินเทอร์เน็ตและอุปกรณ์ของนักเรียนที่มีจำกัด การสอนแบบโครงงานจึงเป็นรูปแบบหนึ่งที่มีส่วนสำคัญในการเรียนการการสอนในช่วงโควิด แต่จำเป็นต้องปรับเนื้อหากิจกรรมและอุปกรณ์ในการทำกิจกรรมให้เหมาะสมกับความพร้อมของนักเรียน ในส่วนเนื้อหากิจกรรมจะต้องออกแบบเป็นอย่างดี ร้อยเรียงเนื้อหาให้เป็นขั้นตอน และมีวัตถุประสงค์ที่ชัดเจน  โดยจะสื่อสารกับนักเรียนในรูปแบบ VDO Clip ส่งให้นักเรียนผ่าน

อ่านเพิ่มเติม

การส่งเสริมสิทธิแรงงานระหว่างประเทศในเวียดนาม

ในช่วงหลายสิบปีให้หลังมานี้ เศรษฐกิจของประเทศเวียดนามเติบโตอย่างรวดเร็ว ทว่าประเด็นด้านสิทธิแรงงานระหว่างประเทศ (ILR) กลับทำให้แรงงานเสี่ยงต่อการถูกเลือกปฏิบัติ และประเด็นดังกล่าวยังเป็นอุปสรรคต่อความก้าวหน้าทางเศรษฐกิจและสังคมอีกด้วย  ถึงกระนั้น เราก็ยังเห็นความพยายามแก้ไขประมวลกฎหมายแรงงานเพื่อเพิ่มการคุ้มครองแรงงานอย่างต่อเนื่อง สะท้อนให้เห็นว่าเวียดนามให้ความสำคัญกับแนวโน้มการเติบโตทางเศรษฐกิจระดับสากล พวกเขายังเข้าร่วมในข้อตกลงการค้าเสรีและเป็นสมาชิกขององค์การแรงงานระหว่างประเทศ  ด้วยเหตุนี้ มูลนิธิคีนันแห่งเอเชียและศูนย์การศึกษาและวิทยาศาสตร์ประยุกต์ในเพศ-ครอบครัว-สตรีและวัยรุ่น (CSAGA) จึงร่วมมือกันพัฒนาโครงการสร้างความตระหนักรู้และเสริมการปฏิบัติด้านสิทธิแรงงานระหว่างประเทศในเวียดนาม หรือ SAP-ILR ขึ้น เพื่อสร้างความเข้าใจเกี่ยวกับสิทธิแรงงานระหว่างประเทศและวิธีการใช้สิทธิเหล่านี้ในการยกระดับภาคแรงงานในเวียดนาม
การเสริมแกร่งสิทธิแรงงานระหว่างประเทศในเวียดนาม
การเปลี่ยนแปลงด้านนโยบายและกฎหมายนำไปสู่คำถามในการปฏิบัติจริง  เราจะนำนโยบายและกฎหมายใหม่นี้ไปใช้ในสถานประกอบการที่เกี่ยวข้องอย่างไร และจะสนับสนุนวิสาหกิจให้ปรับปรุงแนวทางปฏิบัติด้านแรงงานอย่างไรได้บ้าง  เพื่อส่งเสริมสภาพแวดล้อมการทำงานในโรงงานที่ปลอดภัยและถูกหลักจริยธรรม มูลนิธิคีนันฯ ใช้เวลาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2560 ถึง 2563 จับมือกับโรงงานในเขตอุตสาหกรรม Bac Ninh ซึ่งตั้งอยู่ใกล้กับกรุงฮานอย สร้างความตระหนักรู้เกี่ยวกับสิทธิแรงงาน การใช้กลไกวัดผลที่ยั่งยืนเพื่อติดตามผลสัมฤทธิ์ของหลัก ILR ไปจนถึงส่งเสริมหลัก ILR ผ่านกระบวนการเจรจาอย่างสร้างสรรค์ระหว่างองค์กรภาคประชาสังคมกับพนักงาน และภาควิสาหกิจกับภาครัฐบาล
ทว่าการพลิกโฉมครั้งใหญ่มักจะพบกับอุปสรรคอยู่เสมอ ความไว้วางใจในองค์กรภายนอกอย่างมูลนิธิคีนันฯ ถือว่าเป็นเรื่องสำคัญ เราจำเป็นต้องได้รับการยอมรับจากองค์กรนั้น ๆ เพื่อเข้าถึงคนงานและพูดคุยเกี่ยวกับสิทธิของพวกเขา  ผู้บริหารโรงงานต้องทำเข้าใจก่อนว่าโครงการ SAP-ILR มีประโยชน์ต่อทั้งคนงานและองค์กรเอง

อ่านเพิ่มเติม

กลเม็ดดึงตัว “คนเก่ง” สู่สายงานองค์กรไม่แสวงหาผลกำไร

เคยสงสัยหรือไม่ว่า องค์กรไม่แสวงหาผลกำไรใช้อะไรดึงดูดพนักงานที่ไม่สนใจรางวัลที่ประเมินเป็นตัวเงิน (Monetary Reward) ให้มาสมัครงาน?
ในความเป็นจริงแล้วองค์กรไม่แสวงหาผลกำไรเองก็จำเป็นต้องลงสนามดึงดูดคนเก่งเข้าทำงานเหมือนกับบริษัทอื่น ๆ ทว่าเรามีข้อจำกัดทางการเงินเมื่อเทียบกับองค์กรธุรกิจการค้า ดังนั้นสิ่งสำคัญ คือ การการันตีว่าค่าตอบแทนของเราสู้กับองค์กรไม่แสวงหาผลกำไรแห่งอื่น ๆ ได้อย่างสมน้ำสมเนื้อ และเพื่อดึงดูดคนเก่งจากองค์กรธุรกิจการค้า เราต้องพิจารณากลยุทธ์ค่าตอบแทนและวางระบบค่าตอบแทนทั้งที่เป็นตัวเงิน สวัสดิการ และรางวัลการพัฒนา เพื่อดึงความสนใจจากคนเก่งให้เข้าสู่วงการองค์กรไม่แสวงหาผลกำไร
การบริหารคนเก่ง (Talent Management)
เกณฑ์วัดคนเก่งในวงการองค์กรไม่แสวงหาผลกำไรไม่ได้ต่างกับองค์กรธุรกิจการค้ามากนัก เราใช้เกณฑ์คล้าย ๆ กันในการดูว่าพนักงานจะสามารถปรับตัวเข้ากับองค์กรได้หรือไม่ เว้นก็แต่เรามีมาตราวัดน้ำหนักที่ต่างออกไปเล็กน้อย ในฐานะองค์กรที่ขับเคลื่อนด้วยพันธกิจ คนเก่งจะต้องมีทัศนคติที่สะท้อนปณิธานของตัวเองออกมา เช่น แรงบันดาลใจหรือแรงผลักดันที่จะช่วยขับเคลื่อนองค์กรไปข้างหน้าและพร้อมบรรลุเป้าประสงค์ในการสร้างผลลัพธ์ที่ดีกว่าให้สังคม
ประโยชน์ด้านอารมณ์ความรู้สึกของคนเก่ง (Emotional Benefits)
ในขณะที่องค์กรธุรกิจการค้าสามารถมอบสวัสดิการหรือผลประโยชน์พิเศษให้กับพนักงานได้ องค์กรไม่แสวงหาผลกำไรต้องอาศัยความคิดริเริ่มสร้างสรรค์เพื่อชดเชยสิ่งที่เราไม่สามารถหาให้ได้ บางครั้งพนักงานจะได้รับสวัสดิการที่ไม่ได้อยู่ในรูปแบบตัวเงิน เช่น การลาวันเกิด การพาครอบครัวพนักงานไปทำกิจกรรมสังคมร่วมกัน เพื่อสะท้อนวัฒนธรรมองค์กรของเราที่ต้องการสร้างผลลัพธ์ที่ดีกว่าให้กับทุกคน สิ่งนี้ก็ถือเป็นหนึ่งในผลประโยชน์ทางสังคมเช่นกัน กิจกรรมล่าสุดก่อนจะเกิดการแพร่ระบาดของเชื้อโควิด-19 เราได้พาพนักงานไปเยี่ยมสถาบันผู้พิการทางสายตา มีพนักงานบางส่วนพาบุตรหลานและญาติไปด้วย ถือว่าเป็นโอกาสให้เราได้เผยแพร่ความหมายของการอุทิศตนเพื่อผู้อื่น ประโยชน์ด้านอารมณ์ความรู้สึกเหล่านั้นสามารถกลายเป็นสิ่งพิเศษที่เงินไม่สามารถซื้อหาได้
การพัฒนาคนเก่งเพื่อความก้าวหน้าในสายงาน (Career Advancement)

อ่านเพิ่มเติม

4 เทรนด์การศึกษา เตรียมนักเรียนอย่างไรในโลกยุค 4.0

บริบทของภาคการศึกษากำลังพลิกจากหน้ามือเป็นหลังมือ ระบบการศึกษารูปแบบใหม่ได้มุ่งเน้นให้ผู้เรียนประสบความสำเร็จในชีวิต ไม่ใช่ในห้องสอบ ทำให้เราต้องให้ความสำคัญกับการเรียนรู้เฉพาะบุคคล ความสามารถในการใช้เทคโนโลยีได้อย่างคล่องแคล่ว และการพัฒนาตัวเองอย่างต่อเนื่อง
ผลวิจัยจาก McKinsey Digital เปิดเผยว่า จากการปฏิวัติอุตสาหกรรมครั้งที่ 4 หรืออุตสาหกรรมยุค 4.0 ทำให้อาชีพกว่า 60% มีเนื้องาน 1 ใน 3 เป็นงานที่สามารถทำแบบอัตโนมัติได้ การปฏิวัติครั้งนี้ส่งผลต่อทักษะที่จำเป็นในอนาคตของนักเรียนอย่างยิ่ง โดยในปี พ.ศ. 2559 สภาเศรษฐกิจโลก (World Economic Forum :WEF) มีรายงานที่กล่าวถึงทักษะที่จะเป็นสิ่งจำเป็นในอนาคตอันใกล้ ได้แก่ ทักษะการแก้ปัญหาที่มีความซับซ้อน ทักษะการเข้าสังคม และทักษะกระบวนการ ดังนั้นการศึกษายุค 4.0 จึงต้องปรับตัวตามยุคสมัย โดยเริ่มต้นที่ความเข้าใจถึงสิ่งจำเป็นสำหรับเด็กจบใหม่ในอนาคต และนี่คือ 4 ตัวอย่างสิ่งใหม่ ๆ ที่มาพร้อมกับการศึกษายุค 4.0

 ระยะเวลาและอิสระในการศึกษา

ผู้เรียนมีอิสระที่จะเรียนรู้ที่ไหน

อ่านเพิ่มเติม

คณิตศาสตร์สำหรับทุกคน

ห้องเรียนคณิตศาสตร์ที่คุ้นเคย

หากลองนึกย้อนกลับไปในวัยเด็ก ห้องเรียนคณิตศาสตร์ของหลาย ๆ คนคงมีภาพเคยชินที่คล้ายกัน คือ การจำสูตร กฎ ทฤษฎี การทำตามตัวอย่าง หากใครสามารถแก้ปัญหาโจทย์ในหนังสือเรียนและทำข้อสอบได้ นับว่าประสบความสำเร็จในการเรียนคณิตศาสตร์ ถึงแม้ว่าจะไม่เข้าใจถึงเหตุผลในการเลือกใช้สูตร วิธีคิด หรือที่มาของสูตร ทำให้นักเรียนต้องท่องจำสูตรจำนวนมากด้วยความไม่เข้าใจ ยิ่งเข้าสู่ชั้นเรียนในระดับที่สูงขึ้น ยิ่งต้องจำสูตรและวิธีการแก้โจทย์มากขึ้น และทำโจทย์จำนวนมากเพื่อให้จำได้และเกิดความเคยชิน ในวิชาคณิตศาสตร์ครูมักจะบอกว่าวันนี้จะเรียนเรื่องอะไร และเริ่มการสอนด้วยการเขียนสูตรบนกระดาน เมื่ออธิบายสูตรจบ ก็จะตามมาด้วยโจทย์ตัวอย่างพร้อมวิธีคิดที่ใช้สูตรนั้น ๆ หลังจากนั้นครูก็จะให้นักเรียนทำโจทย์เพิ่ม โดยโจทย์ใหม่มีรูปแบบวิธีคิดการใช้สูตรที่คล้ายเดิม เพื่อฝึกฝนให้นักเรียนเข้าใจวิธีการนำสูตรไปใช้ ในการสอนคณิตศาสตร์ด้วยการบรรยายบทบาทของครูมักเป็นผู้ส่งสารและนักเรียนเป็นผู้รับสารเท่าที่ครูบอกในห้องเรียน ทำให้เป็นเรื่องยากสำหรับนักเรียนในการมองเห็นคุณค่าของคณิตศาสตร์นอกห้องเรียน คณิตศาสตร์จึงเป็นศาสตร์ที่นักเรียนหลายคนเข้าใจว่าเรียนไปเพื่อนำไปสอบเลื่อนชั้นเท่านั้น และนักเรียนหลายคนอาจมีคำถามว่าเรียนคณิตศาสตร์ไปเพื่ออะไร ในชีวิตจริงก็ไม่จำเป็นต้องใช้ ซึ่งแท้ที่จริงแล้วคณิตศาสตร์อยู่รอบตัวในชีวิตประจำวันของทุกคน เพียงแต่วิธีการสอนในห้องเรียนด้วยวิธีการบรรยายยังไม่เอื้อต่อการมองเห็นความเชื่อมโยงระหว่างโลกแห่งคณิตศาสตร์และโลกของชีวิตประจำวันเท่านั้น ดังเช่นตัวอย่างด้านล่าง
“โต๊ะสี่เหลี่ยม 1 ตัว นั่งได้ 4 คน หากต้องการจัดโต๊ะรับประทานอาหารร่วมกันโดยนำโต๊ะมาต่อกันเป็นแนวยาว 1 แถวจะนั่งได้กี่คน?”
จากโจทย์ข้างต้น หากเป็นการสอนคณิตศาสตร์ด้วยการบรรยาย ครูจะสอนสูตรที่ใช้ในการแก้โจทย์แล้วให้นักเรียนแทนค่าตัวเลขต่าง ๆ ในสูตร

อ่านเพิ่มเติม

ถอด 4 บทเรียนสำหรับ SME ไทย จากงาน ‘ปลดล็อค SME ไทย ปรับตัวอย่างไรในยุค Next Normal’

เมื่อโควิด-19 เปลี่ยนวิถีชีวิตคนทั่วโลก ทำให้ผู้ประกอบการต้องพลิกวิกฤตสู่โอกาสในการทำธุรกิจ มูลนิธิคีนันแห่งเอเซีย ร่วมกับ สำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) จัดงานสัมมนาออนไลน์ ภายใต้ชื่อ ‘ปลดล็อค SME ไทย ปรับตัวอย่างไรในยุค Next Normal’ พร้อมด้วยตัวแทนจากองค์กรและบริษัทชั้นนำที่มาร่วมแบ่งปันแนวคิดและประสบการณ์ อาทิ บริษัท บ้านปู จำกัด (มหาชน), Facebook ประเทศไทย, บริษัท เอสซีจี ซิเมนต์-ผลิตภัณฑ์ก่อสร้าง จำกัด., บริษัท เงินติดล้อ จำกัด (มหาชน), บริษัท ไลน์แมน วงใน (LINE MAN Wongnai), บริษัท ไลน์ คอมพานี (ประเทศไทย) (LINE Thailand), บริษัท เซ็นทรัล เจดี คอมเมิร์ซ จำกัด (JD Central),

อ่านเพิ่มเติม

ครูไทยปรับตัวปรับใจอย่างไรในยุคโควิด-19

ปีครึ่งแล้วที่เราอยู่กับโควิด แรกเริ่มเราหวังว่าถ้าอดทนเพียงไม่กี่สัปดาห์ งดออกจากบ้าน เลื่อนเปิดโรงเรียน แล้วโควิดจะหายไป  แต่เมื่อสถานการณ์ยังไม่ดีขึ้น จึงถึงเวลาแล้วที่เราต้องปรับมุมมอง ปรับแผนการทำงาน และลองคิดใหม่ว่าหากโควิดยังอยู่กับเราไปอีกสักระยะ นักเรียน ผู้ปกครอง และครูจะต้องปรับตัวปรับใจอย่างไร เพื่อให้กระบวนการการเรียนรู้ยังดำเนินต่อไปได้ โดยไม่เกิดภาวะการเรียนรู้ถดถอยหรือเกิดความเครียดมากจนเกินไป
มูลนิธีคีนันแห่งเอเซียได้รับฟังปัญหาจากครูในพื้นที่ขาดโอกาสทางการศึกษาที่ไม่สามารถสอนออนไลน์ได้  และเราได้รวบรวมแนวทางการแก้ปัญหาของครูไทยและต่างประเทศเพื่อหาทางออกให้การศึกษาไทย  เราตระหนักว่าความเป็นอยู่และสภาพจิตใจของนักเรียน ผู้ปกครอง และครูในท้องถิ่นมีผลกระทบต่อคุณภาพการเรียนการสอน   ท้ายที่สุดแล้ว นักเรียนไทยต้องการตัวเลือกที่หลากหลายและแนวทางการแก้ปัญหาที่เหมาะสมกับบริบทในพื้นที่  นโยบายจากส่วนกลางเพียงอย่างเดียวไม่อาจเพียงพอ ทำให้ภาคเอกชนกลายเป็นส่วนสำคัญในการผลักดันให้นักเรียน ผู้ปกครอง และครูผ่านวิกฤตครั้งนี้
เรียนออนไลน์ หลากหลายช่องทาง
กระทรวงศึกษาธิการได้เสนอช่องทางการเรียนการสอนเพื่อตอบสนองปัญหาความเหลื่อมล้ำทางการเรียนออนไลน์ ได้แก่ การเรียน On Air, Online, On-Demand, On-Hand และ On-Site แต่ในกลุ่มที่ขาดโอกาสในการเข้าถึงอุปกรณ์และเครื่องมือการสอน ตัวเลือก  On-Hand   หรือการสอนผ่านใบงานและหนังสือเรียนจึงเป็นทางเลือกเดียวที่เหลืออยู่ ซึ่งในบางพื้นที่ที่มีการระบาดหนักทำให้การรับ-ส่งใบงานไม่สามารถทำได้ ส่งผลให้การเรียนรู้ต้องหยุดชะงัก
จากข้อจำกัดดังกล่าว ครูไทยจึงต้องคิดค้นวิธีสอนอื่น ๆ เพื่อทดแทนการเรียนออนไลน์ เช่น สอนผ่านวิทยุ  หรือตัดต่อวิดิโอให้เป็นไฟล์เล็ก

อ่านเพิ่มเติม