กลเม็ดดึงตัว “คนเก่ง” สู่สายงานองค์กรไม่แสวงหาผลกำไร

เคยสงสัยหรือไม่ว่า องค์กรไม่แสวงหาผลกำไรใช้อะไรดึงดูดพนักงานที่ไม่สนใจรางวัลที่ประเมินเป็นตัวเงิน (Monetary Reward) ให้มาสมัครงาน?
ในความเป็นจริงแล้วองค์กรไม่แสวงหาผลกำไรเองก็จำเป็นต้องลงสนามดึงดูดคนเก่งเข้าทำงานเหมือนกับบริษัทอื่น ๆ ทว่าเรามีข้อจำกัดทางการเงินเมื่อเทียบกับองค์กรธุรกิจการค้า ดังนั้นสิ่งสำคัญ คือ การการันตีว่าค่าตอบแทนของเราสู้กับองค์กรไม่แสวงหาผลกำไรแห่งอื่น ๆ ได้อย่างสมน้ำสมเนื้อ และเพื่อดึงดูดคนเก่งจากองค์กรธุรกิจการค้า เราต้องพิจารณากลยุทธ์ค่าตอบแทนและวางระบบค่าตอบแทนทั้งที่เป็นตัวเงิน สวัสดิการ และรางวัลการพัฒนา เพื่อดึงความสนใจจากคนเก่งให้เข้าสู่วงการองค์กรไม่แสวงหาผลกำไร
การบริหารคนเก่ง (Talent Management)
เกณฑ์วัดคนเก่งในวงการองค์กรไม่แสวงหาผลกำไรไม่ได้ต่างกับองค์กรธุรกิจการค้ามากนัก เราใช้เกณฑ์คล้าย ๆ กันในการดูว่าพนักงานจะสามารถปรับตัวเข้ากับองค์กรได้หรือไม่ เว้นก็แต่เรามีมาตราวัดน้ำหนักที่ต่างออกไปเล็กน้อย ในฐานะองค์กรที่ขับเคลื่อนด้วยพันธกิจ คนเก่งจะต้องมีทัศนคติที่สะท้อนปณิธานของตัวเองออกมา เช่น แรงบันดาลใจหรือแรงผลักดันที่จะช่วยขับเคลื่อนองค์กรไปข้างหน้าและพร้อมบรรลุเป้าประสงค์ในการสร้างผลลัพธ์ที่ดีกว่าให้สังคม
ประโยชน์ด้านอารมณ์ความรู้สึกของคนเก่ง (Emotional Benefits)
ในขณะที่องค์กรธุรกิจการค้าสามารถมอบสวัสดิการหรือผลประโยชน์พิเศษให้กับพนักงานได้ องค์กรไม่แสวงหาผลกำไรต้องอาศัยความคิดริเริ่มสร้างสรรค์เพื่อชดเชยสิ่งที่เราไม่สามารถหาให้ได้ บางครั้งพนักงานจะได้รับสวัสดิการที่ไม่ได้อยู่ในรูปแบบตัวเงิน เช่น การลาวันเกิด การพาครอบครัวพนักงานไปทำกิจกรรมสังคมร่วมกัน เพื่อสะท้อนวัฒนธรรมองค์กรของเราที่ต้องการสร้างผลลัพธ์ที่ดีกว่าให้กับทุกคน สิ่งนี้ก็ถือเป็นหนึ่งในผลประโยชน์ทางสังคมเช่นกัน กิจกรรมล่าสุดก่อนจะเกิดการแพร่ระบาดของเชื้อโควิด-19 เราได้พาพนักงานไปเยี่ยมสถาบันผู้พิการทางสายตา มีพนักงานบางส่วนพาบุตรหลานและญาติไปด้วย ถือว่าเป็นโอกาสให้เราได้เผยแพร่ความหมายของการอุทิศตนเพื่อผู้อื่น ประโยชน์ด้านอารมณ์ความรู้สึกเหล่านั้นสามารถกลายเป็นสิ่งพิเศษที่เงินไม่สามารถซื้อหาได้
การพัฒนาคนเก่งเพื่อความก้าวหน้าในสายงาน (Career Advancement)

อ่านเพิ่มเติม

Big Data มีความหมายอย่างไรกับองค์กรไม่แสวงหาผลกำไร

ภาคเอกชนเริ่มใช้การวิเคราะห์แบบพยากรณ์ (Predictive Analytics) มาหลายปี แต่การวิเคราะห์รูปแบบนี้ยังไม่เป็นที่แพร่หลายนักในกลุ่มองค์กรไม่แสวงหาผลกำไร ทั้งที่ในความเป็นจริง การวิเคราะห์แบบพยากรณ์อาจเป็นเครื่องมือชั้นยอดในการพัฒนาการดำเนินงานหรือการออกแบบโครงการที่จะทำให้องค์กรสามารถมอบผลประโยชน์สูงสุดให้แก่ผู้เข้าร่วมโครงการได้
พร้อมเข้าสู่โลกของ Big Data
การวิเคราะห์แบบพยากรณ์ เป็นการนำข้อมูลและผลวิเคราะห์ในอดีตมาหาความเชื่อมโยงระหว่างตัวแปรต่าง ๆ เพื่อคาดคะเนเหตุการณ์ในอนาคต การวิเคราะห์ข้อมูลจะช่วยให้องค์กรเห็นภาพข้อมูลเชิงลึกเกี่ยวกับผู้รับผลประโยชน์ เช่น สถิติผู้เข้าร่วม ประเภทโครงการที่ผู้เข้าร่วมเคยเข้ามาก่อน นอกจากนั้น การวิเคราะห์ข้อมูลยังสามารถแสดงถึงปัจจัยที่จะเกิดผลบวกสูงสุดแก่ผู้รับผลประโยชน์อีกด้วยต่อไปนี้เป็นตัวอย่างขอบเขตงานที่องค์กรไม่แสวงหาผลกำไรสามารถนำการวิเคราะห์แบบพยากรณ์ไปปรับใช้ได้
การออกแบบโครงการพัฒนาทักษะ
เริ่มจากการนำข้อมูลย้อนหลังของผู้รับผลประโยชน์มาใช้ โดยนำข้อมูลจากแบบสำรวจมาวิเคราะห์ว่าส่วนไหนของโครงการที่ทำให้เกิดผลลัพธ์เชิงบวก เช่น โครงการช่วยเหลือธุรกิจขนาดเล็ก (SME) ของคีนัน ที่เราสามารถหาจุดร่วมที่ทำให้กลุ่มธุรกิจประสบความสำเร็จในช่วงที่ผ่านมา แล้วนำปัจจัยดังกล่าวไปปรับใช้ในกิจกรรมและสร้างการพัฒนาอย่างยั่งยืนให้แก่ผู้รับผลประโยชน์กลุ่มถัดไป
การใช้อัลกอริทึมในการดำเนินโครงการ
หากมีการเก็บข้อมูลผู้รับผลประโยชน์ที่ดี องค์กรก็สามารถสร้างอัลกอริทึมเพื่อแยกกลุ่มผู้รับผลประโยชน์ที่มีผลลัพลัพธ์โดดเด่นกว่าคนอื่น ๆ ได้ แต่องค์กรควรตระหนักด้วยว่า ในกระบวนการนี้อาจเกิดการเลือกปฏิบัติขึ้นได้ ดังที่เบ๊ตซี่ แอน วิลเลี่ยมส์ (Betsy Anne Williams) ได้กล่าวไว้ว่า “การเลือกปฎิบัติอาจเกิดขึ้นในระบบสังคมเทคโนโลยีได้ เมื่อเราเลือกใช้อัลกอริทึมมาประกอบการตัดสินใจ”
การวิเคราะห์แบบพยากรณ์จะช่วยให้องค์กรสามารถสร้างโครงการหรือกิจกรรมที่มอบองค์ความรู้ เทคโนโลยี และทักษะที่จำเป็นให้แก่ผู้รับผลประโยชน์ เพื่อนำไปสู่ผลลัพธ์ที่ดีที่สุด
การหาผู้รับผลประโยชน์

อ่านเพิ่มเติม

องค์กรยุคใหม่ เขียนแผนการตลาดอย่างไรให้รุ่ง

การวางแผนการตลาด
กลยุทธ์องค์กรจะประสบความสำเร็จได้ต้องเริ่มจากการวางแผน โดยการวางแผนการตลาดนั้นครอบคลุมไปถึงการคาดการณ์สภาพแวดล้อมทางการตลาดในอนาคต รวมถึงการตั้งเป้าหมาย วัตถุประสงค์ และตำแหน่งทางการตลาดที่ดีที่สุดเพื่อเป็นประตูไปสู่โอกาสทางความสำเร็จ
โดยวัตถุประสงค์ของแต่ละองค์กรก็จะมีความแตกต่างกันออกไป ไม่ว่าจะเป็น

วิสัยทัศน์และพันธกิจขององค์กร วิสัยทัศน์หรือพันธกิจคือ ‘หัวใจ’ ของการวางแผนกลยุทธ์ในองค์กร ดังนั้นการสร้างวิสัยทัศน์จึงเป็นหนึ่งในขั้นตอนแรกเริ่มที่องค์กรควรปฏิบัติ เพราะการกำหนดวิสัยทัศน์องค์กรก็คือการสะท้อนจุดมุ่งหมายที่เปนตัวตนของแบรนด์นั่นเอง
วัตถุประสงค์องค์กร เป็นจุดประสงค์ทั่วไปที่องค์กรตั้งขึ้น เช่น การวิเคราะห์ผลตอบแทนทางสังคม (Social Return on Investment: SROI)
วัตถุประสงค์ทางการตลาด เป็นวัตถุประสงค์ที่ควรร่างขึ้นหลังจากทำความเข้าใจจุดแข็ง จุดอ่อน และสภาพแวดล้อมภายในองค์กรโดยวัตถุประสงค์เหล่านี้ควรยึดโยงกับกลยุทธ์ในภาพรวมขององค์กรด้วย
วัตถุประสงค์ทางการสื่อสาร คือวัตถุประสงค์ที่องค์กรต้องการบรรลุจากแผนการประชาสัมพันธ์ รวมถึงผลลัพธ์จากการสื่อสาร ไม่ว่าจะเป็น การสร้างการรับรู้ องค์ความรู้ ภาพลักษณ์ และทัศนคติของผู้คนที่มีต่อองค์กร รวมถึงการเพิ่มยอดบริจาคด้วย

การทำวิจัยการตลาดจะช่วยให้นักการตลาดรู้จักวิเคราะห์สภาพแวดล้อมทั้งภายในและภายนอกองค์กร ก่อนจะเริ่มหาโอกาส ป้องกันหรือหลีกเลี่ยงอุปสรรค ก้าวข้ามจุดอ่อน และเสริมสร้างความแข็งแกร่ง การวิเคราะห์สถานการณ์ยังเป็นที่รู้จักในอีกชื่อหนึ่งว่า ‘การตรวจสอบตลาด (Marketing Audit)’ ซึ่งจะใช้ในการพิจารณาสิ่งแวดล้อมทางการตลาด
เมื่อสิ้นสุดกระบวนการวิเคราะห์สภาพแวดล้อมและตรวจสอบการตลาด

อ่านเพิ่มเติม

การประชาสัมพันธ์โครงการเพื่อสังคมผ่านโซเชียลมีเดีย

เรามีเวลาเพียง 5 วินาทีที่จะทำให้คนหยุดดูโพสต์ เรียกได้ว่าสั้นยิ่งกว่าความจำของปลาทองเสียอีก
ปัจจุบัน ‘โซเชียลมีเดีย’ เป็นแพลตฟอร์มออนไลน์ที่กำลังได้รับความนิยมอย่างล้นหลาม จากสถิติของเว็บ Statista ระบุว่า ในปี 2563 มีผู้ใช้โซเชียลมีเดียถึงกว่า 3.6 พันล้านคนทั่วโลก และคาดว่าจะพุ่งขึ้นเป็น 4.41 พันล้านภายในปี 2568 แล้วแบบนี้ผู้ประกอบการควรจะวางแผนอย่างไรเพื่อให้ธุรกิจของตนยืนเด่นอยู่ท่ามกลางกระแสการแข่งขันอันดุเดือด
การประชาสัมพันธ์โครงการเพื่อสังคม (Corporate Social Responsibility: CSR) ของบริษัทเป็นหนึ่งในกลยุทธ์การตลาดที่ไม่ควรมองข้ามอยู่แล้ว และการนำโซเชียลมีเดียมาใช้เป็นพื้นที่กระจายข่าวก็ยิ่งช่วยให้โครงการและแบรนด์เป็นที่รู้จักมากขึ้น แต่การที่โครงการเพื่อสังคมของเราจะโดดเด่นบนโซเชียลมีเดียได้นั้นต้องอาศัยทั้งการวางแผนอันรัดกุม การพัฒนาคอนเทนต์ที่มีคุณภาพ และการวิเคราะห์ข้อมูลอย่างมีประสิทธิภาพ
วางแผนให้ชัดเจน เพื่อก้าวย่างที่มั่นคง
การตลาดจะประสบความสำเร็จได้มาจากการเข้าถึงลูกค้าได้ถูกกลุ่มเป้าหมาย ด้วยข้อความที่ตรงใจ ในจังหวะเวลาที่เหมาะ และการเลือกสื่อสารแคมเปญผ่านช่องทางที่โดนใจกลุ่มเป้าหมาย ผู้ประกอบการควรตั้งวัตถุประสงค์ของการสื่อสารให้ชัดเจนก่อนจะเริ่มการสื่อสารกับกลุ่มเป้าหมาย เช่น โครงการเพิ่มโอกาสทางการศึกษาอาจมีวัตถุประสงค์การสื่อสารเพื่อมอบองค์ความรู้ให้แก่ผู้เข้าร่วม ทำให้พวกเขาเหล่านั้นนำความรู้และทักษะที่ได้ไปประกอบการตัดสินใจเรื่องต่าง ๆ ในชีวิตประจำวัน หรือสร้างเครือข่ายชุมชนที่จะก้าวขึ้นเป็นผู้นำการเปลี่ยนแปลง การมีเข็มทิศที่ชัดเจนเช่นนี้จะช่วยให้แบรนด์สื่อสารบนโซเชียลมีเดียได้โดนใจกลุ่มเป้าหมายมากขึ้น
นอกจากนี้ อย่าลืมถ่ายทอดความสำเร็จของโครงการเพื่อสังคมผ่านเรื่องราวที่เปี่ยมด้วยแรงบันดาลใจ และด้วยเหตุนี้มูลนิธิคีนันแห่งเอเซียจึงใช้ความเชี่ยวชาญและทรัพยากรที่มีประสานความร่วมมืออย่างแน่นแฟ้นกับทุกภาคส่วน ตั้งแต่ภาครัฐ ภาคเอกชน ภาคการศึกษา

อ่านเพิ่มเติม

4 เทคนิค เพื่อการนอนหลับอย่างมีคุณภาพ

สังคมที่เร่งรีบและเต็มไปด้วยการแข่งขัน ทำให้คนทำงานจนถึงน้อง ๆ นักเรียนนักศึกษาต้องตื่นตัวอยู่ตลอดเวลา เพื่อเติมพลังกายและพลังใจให้พร้อมรับมือกับทุกเรื่องในแต่ละวัน หลายคนจึงหันมาใส่ใจสุขภาพของตัวเองมากขึ้น ทั้งจัดตารางโภชนาการ ออกไปวิ่งในสวนสาธารณะใกล้บ้าน หรือสมัครคอร์สยิม ทั้งการดูแลอาหารการกินและออกกำลังกายเป็นเรื่องดี แต่สิ่งสำคัญที่ขาดไม่ได้เลยคือ “การนอน” นั่นเอง
การนอนที่ไม่ได้คุณภาพอาจหักล้างตารางโภชนาการและค่าเข้ายิมของเราจนเกลี้ยง แถมร้ายกว่านั้น คือ ส่งผลเสียต่อสุขภาพในระยะยาว แล้วเราควรจะนอนอย่างไรเพื่อให้ร่างกายได้พักผ่อนเต็มอิ่ม วันนี้เราขอนำเสนอเคล็ด(ไม่)ลับให้ทุกคนได้อ่านกัน
เทคนิคที่ 1 นอนให้เป็นเวลา
เวลาที่เหมาะที่สุดคือช่วง 22:00 น. เพราะร่างกายของเราจะหลั่งโกรทฮอร์โมน (Growth Hormone) ออกมามากที่สุดในช่วง 23:00 – 02:00 น. ซึ่งฮอร์โมนนี้มีส่วนช่วยเสริมภูมิต้านทานและบำรุงผิวพรรณให้เปล่งปลั่ง
เทคนิคที่ 2 บอกลาคาเฟอีนหลังสี่โมงเย็น
คาเฟอีนและน้ำตาลในเครื่องดื่มอาจช่วยให้เรากระปรี้กระเปร่าระหว่างการทำงาน แต่หากบริโภคในช่วงเย็นหรือหัวค่ำอาจกลายเป็นตาค้างจนรบกวนการพักผ่อน
เทคนิคที่ 3 วางมือถือ
เวลาที่สายตาของเราไม่ได้รับแสง สมองจะหลั่งสารเมลาโทนิน (Melatonin) ซึ่งทำให้รู้สึกง่วง แต่แสงจากหน้าจอหรือแสงจากถนนอาจไปรบกวนการหลั่งของสารดังกล่าวจนเรานอนไม่หลับ ดังนั้นควรจะละสายตาจากหน้าจอสัก 30 นาทีก่อนเข้านอน

อ่านเพิ่มเติม

ความสำคัญของการบริหารจัดการทรัพยากรมนุษย์ในองค์กรไม่แสวงหาผลกำไร

มูลนิธิคีนันแห่งเอเซียเล็งเห็นคุณค่าของพนักงานและคณะผู้บริหาร รวมถึงความมุ่งมั่นของทีมงานที่จะมอบสิ่งที่ดีที่สุดให้แก่ผู้รับผลประโยชน์และผู้สนับสนุนองค์กร ดังนั้น เวลาเปิดรับพนักงานใหม่ เราจึงมองหาผู้สมัครที่ต้องการจะพัฒนาชีวิตผู้คนอย่างยั่งยืน คุณสมบัตินี้ไม่ได้สงวนไว้เฉพาะคนที่ออกไปทำงานกับผู้รับผลประโยชน์เท่านั้น แต่รวมถึงทีมงานหลังบ้านอย่างฝ่ายทรัพยากรมนุษย์ (HR) ซึ่งมีบทบาทสำคัญในการคัดเลือกคนที่จะมาร่วมงานกับองค์กร
ฝ่ายทรัพยากรมนุษย์ของคีนันพิถีพิถันในการตรวจสอบผู้สมัคร เพราะบางคนอาจมีประสบการณ์ที่ไม่ตรงกับเนื้องานของเรา หรือคนที่เปลี่ยนสายงานกลางคัน ยิ่งปัจจุบันตลาดแรงงานมีการเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา ทำให้การระบุคุณสมบัติที่ตรงกับความต้องการองค์กรกลายเป็นเรื่องท้าทายอย่างมาก ยกตัวอย่างเช่น ระหว่างที่กำลังหางาน เราอาจเจอโอกาสในสายการพัฒนาทั้งที่ไม่ได้จบด้านนี้มาโดยตรง แต่เรากลับผ่านแบบทดสอบขององค์กรได้อย่างฉลุย เพราะมีประสบการณ์ในงานด้านการศึกษาหรืองานพัฒนาเศรษฐกิจมาก่อน กุญแจที่พาคนกลุ่มนี้ไปสู่ความสำเร็จขึ้นอยู่กับหลายปัจจัยและไม่มีสูตรตายตัว
วุฒิการศึกษาของพนักงานส่วนใหญ่ในคีนัน ได้แก่

สาขาวิชาเฉพาะ เช่น สาขาวิชาการจัดการทรัพยากรมนุษย์ สาขาบัญชี ครุศาสตร์
สาขาวิชาที่เกี่ยวข้อง เช่น สาขาการบริหารจัดการ สาขาการเงิน
มีประสบการณ์ด้านการให้คำปรึกษา เช่น ที่ปรึกษาด้านซอฟต์แวร์ ที่ปรึกษาฝ่ายบุคคลหรือฝ่ายบริหารธุรกิจ และอาจรวมไปถึงประสบการณ์สอนวิทยาศาสตร์ในโรงเรียนมัธยม​

แต่ไม่ใช่ว่าทุกคนที่มีคุณสมบัติข้างต้นจะผ่านการคัดเลือก และกรุยทางขึ้นเป็นมืออาชีพในองค์กรไม่แสวงหาผลกำไรได้ทันที เพราะคีนันยังลงลึกไปถึงทัศนคติของผู้สมัคร​อีกด้วย
เราขอยกตัวอย่างคุณลักษณะนิสัยที่พึงมีในงานด้านการพัฒนาวิชาชีพครู ก่อนจะประสบความสำเร็จภายใต้องค์กรไม่แสวงหา​ผลกำไร ดังนี้

คนที่ใจเย็น และสามารถทำงานกับครูได้ (เนื่องจากครูบางท่านอาจมีความรู้จำกัดเฉพาะสาขา)
คนที่ยืดหยุ่น

อ่านเพิ่มเติม

อะไรคือปัจจัยที่ส่งผลต่อความผูกพันพนักงานที่ทำงานในองค์กรที่ไม่แสวงหาผลกำไร

หากเราพิจารณา CV พนักงานของมูลนิธิคีนันแห่งเอเซีย  เราจะพบว่าเกินกว่าครึ่งสำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรีจากมหาวิทยาลัยที่มีชื่อเสียงทั้งในประเทศไทยและต่างประเทศ และอีกครึ่งหนึ่ง ก็สำเร็จการศึกษาระดับปริญญาโท  นอกจากนี้ก็ยังมีพนักงานของเราบางส่วน สำเร็จการศึกษาระดับปริญญาเอกและทำงานให้กับองค์กรในด้านงานวิจัยขั้นสูง รวมถึงเนื้อหาด้านเทคนิคเชิงลึกเพื่อใช้เป็นแผนงานพัฒนากลยุทธ์ธุรกิจองค์กร    ด้วยคุณสมบัติตามที่ได้กล่าวมาข้างต้น พนักงานกลุ่มนี้ก็ย่อมมีโอกาสสมัครเข้าทำงานกับบริษัทชั้นนำระดับโลกได้อย่างไม่น่ายากมากนัก แต่เหตุใดบุคลากรกลุ่มนี้ จึงเลือกทำงานให้กับองค์กรอย่างมูลนิธิคีนันแห่งเอเซีย บทความนี้จะพาท่านผู้อ่านไปฟังคำตอบจากพนักงานกลุ่มนี้ไปด้วยกัน
องค์กรไม่แสวงหาผลกำไรมุ่งเน้นการพัฒนาและสร้างทักษะที่จำเป็นให้กับคนในสังคม ดังนั้นการสนับสนุนผู้คนให้มีชีวิตที่ดีขึ้นและบรรลุความฝันได้ดั่งที่ตั้งใจจึงเป็นสิ่งสำคัญ  การทำความเข้าใจว่าอะไรคือพลังขับเคลื่อนให้กับพนักงานมีความภาคภูมิใจในงานที่ทำจะช่วยรักษาความตั้งใจและความผูกพันของพนักงาน ให้คงอยู่เป็นฟันเฟืองสำคัญในการนำพาความสำเร็จมาสู่องค์กร
จากผลสำรวจของ Qualtrics และ Korn Ferry  ในเรื่องการมีส่วนร่วมของพนักงานในประเทศไทยปี พ.ศ.2563 พบว่า กว่า 64 เปอร์เซ็นต์ ของพนักงานคนไทย เชื่อว่าปัจจัยที่สำคัญที่สุดคือการที่นายจ้าง เปิดรับฟังความคิดเห็นของพนักงาน  ปัจจัยสำคัญที่สองคือ องค์กรยอมรับและเห็นความสำคัญของพวกพนักงาน และ พนักงานยังต้องการเห็นความเชื่อมโยงที่ชัดเจนระหว่างแผนกลยุทธ์องค์กรกับหน้าที่ความรับผิดชอบในงานที่ทำ เพื่อให้ตัวเองได้มีโอกาสเรียนรู้และพัฒนาได้ตรงจุด และเป็นที่ไว้วางใจจากผู้บริหารระดับสูงในองค์กร
สำหรับผลสำรวจความผูกพันของพนักงานในคีนัน ซึ่งจัดทำขึ้นตั้งแต่ปี พ.ศ.2561 เป็นต้นมา พบว่า ปัจจัยที่ส่งผลต่อความผูกพันสูงสุดต่อพนักงานที่มีต่อองค์กรคือการมีส่วนร่วมในการสร้างและพัฒนาสังคมของคีนันให้กับสถานะชน ตามด้วย การได้ทำงานร่วมกับคนที่มีความสามารถสูง ซึ่งส่งผลต่อการเรียนรู้และความท้าทายในการทำงานของพนักงาน โดยทั้งสองปัจจัยนี้ก็คือความภาคภูมิใจของตัวพนักงานในงานที่ทำนั่นเอง ซึ่งได้กลายเป็นส่วนสำคัญที่สุดสำหรับพนักงานของคีนัน

อ่านเพิ่มเติม

“แก้วน้ำมหัศจรรย์”

ได้เวลาเปลี่ยนน้อง ๆ หนู ๆ ให้กลายเป็นนักมายากลตัวน้อยแล้ว!! วันนี้เราจะมาทำการทดลองวิทยาศาสตร์สนุก ๆ ที่คุณพ่อคุณแม่สามารถทำการทดลองไปพร้อมกับลูก ๆ ได้ และยังได้รับความรู้ทางวิทยาศาสตร์จากการทดลอง สำหรับการทดลองในวันนี้เราจะมาทำ “แก้วน้ำมหัศจรรย์” ด้วยอุปกรณ์ง่าย ๆ เพียงไม่กีชิ้นที่สามารถหาได้ที่บ้าน เตรียมตัวให้พร้อมแล้วเราไปลุยกันเลย
อุปกรณ์
แก้วน้ำ
กระดาษแข็ง
น้ำเปล่า
จานหรือชามขนาดใหญ่

ถ้าเตรียมอุปกรณ์พร้อมแล้วเราไปเริ่มทำการทำลองกันเลย!!

เท่น้ำใส่แก้วให้เต็มจนปริ่มปากแก้ว (คุณพ่อคุณแม่อย่าลืมเอาชามขนาดใหญ่ที่เตรียมไว้มารองใต้แก้วน้ำนะคะ เผื่อเกิดการผิดพลาดระหว่างการทดลองน้ำหกเลอะเทอะ)

2. นำกระดาษที่เตรียมไว้มาวางไว้บนขอบแก้วน้ำให้แนบสนิทไปกับขอบแก้ว

จากนั้นเอามือปิดที่กระดาษแล้วค่อย ๆ คว่ำแก้วลงช้า ๆ ระหว่างการคว่ำแก้วระวังอย่าให้อากาศลอดเข้าไปในแก้วได้

แล้วสิ่งมหัศจรรย์ก็เกิดขึ้น!! กระดาษที่ปิดขอบแก้วสามารถกันน้ำไม่ให้รั่วหกออกจากแก้วได้ เหมือนใช้เวทมนต์เลยละ!!

วิทยาศาสตร์กับการทดลอง
หลังจากการทดลอง

อ่านเพิ่มเติม

วิธีทำข้าวผัดให้อร่อยแบบพ่อครัวมืออาชีพตามหลักฟิสิกส์

ใครที่ชอบทานอาหารนอกบ้าน ต้องเคยเห็นลีลาในการทำอาหารของพ่อครัวโดยเฉพาะเมนูผัด ๆ ทอด ๆ ที่มีวิธีการปรุงอาหาร ที่น่าตื่นตาตื่นใจไฟลุกกระทะกันมาบ้างแล้ว วันนี้คีนันจะมาแชร์วิธีทำข้าวผัดให้อร่อยตามหลักฟิสิกส์กันคะ มาดูกันว่าถ้าเราทำข้าวผัดตามหลักฟิสิกส์แล้วจะอร่อยเหมือนเชฟมาทำให้กินหรือไม่
เมื่อเราไปทานอาหารตามภัตตาคารจีน หรือร้านอาหารจีนต่าง ๆ บางครั้งเราก็จะได้มีโอกาสได้เห็นพ่อครัวปรุงอาหาร เราจะเห็นว่าเวลาผัดข้าวผัดนั้นพ่อครัวที่มีความชำนาญจะเขย่ากระทะและโยนข้าวขึ้นไปในอากาศระหว่างการผัด เนื่องจากการปรุงอาหารจีนนั้นจะใช้อุณหภูมิในการผัดสูงมาก และวิธีการโยนข้าวระหว่างการผัดจะช่วยให้ข้าวไม่ไหม้และทำให้ส่วนผสมต่าง ๆ เข้ากันนั้นเอง

จากการให้พ่อครัวมืออาชีพจากภัตตาคารจีน 5 คนลองทำข้าวผัด จากการสังเกตและศึกษาทำให้นักฟิสิกส์ได้วิเคราะห์การเคลื่อนไหวของพ่อครัวซ้ำ ๆ เวลาที่ทำข้าวผัดและการโยนข้าวขึ้นไปบนอากาศ จะจากการจำลองการเคลื่อนไหวของเม็ดข้าวในกระทะ ทำให้ทีมวิจัยทราบถึงเคล็ดลับสำคัญในการ เคลื่อนไหวกระทะอย่างรวดเร็ว คล้ายกับลูกตุ้มแบบแท่งคู่ (two-link pendulum) ที่มีความยาวเท่ากัน เปรียบกับรัศมีความโค้งของก้นกระทะ เมื่อพ่อครัวโยกกระทะโดยที่ขอบกระทะด้านไกลตัวเคลื่อนที่เป็นวงในทิศตามเข็มนาฬิกา ขณะเดียวกับที่ขอบกระทะด้านใกล้ตัวเคลื่อนที่เป็นวงในทิศทวนเข็มนาฬิกา ทำให้การเคลื่อนที่ของข้าวที่ถูกโยนในรูปแบบโปรเจกไตล์ (projectile) ซึ่งเมื่อเมล็ดข้าวลอยขึ้นจากก้นกระทะแล้วก็จะบังคับด้วยแรงโน้มถ่วงของโลก

อ่านเพิ่มเติม

ทำไมต้นไมยราบถึงเป็นพืชขี้อาย

หากคุณเดินไปตามสวน คุณอาจสังเกตเห็นพุ่มต้นไม้เตี้ย ๆ แผ่ไปตามดิน และเมื่อเราเอานิ้วไปโดนที่ใบ ใบไม้ก็จะรีบหุบทันทีราวกับว่ามันอายที่เราไปจับมัน ต้นไม้ชนิดนี้คือต้นไมยราบ เป็นพืชที่มีความอ่อนไหว (sensitive plant) ซึ่งมีชื่อทางวิทยาศาสตร์คือ Mimosa Pudica บางคนก็นำมาปลูกลงกระถางเพราะมันมีพฤติกรรมในการหุบใบที่น่าสนใจ
เหตุผลที่ต้นไมยราบหุบใบเมื่อถูกสัมผัส หรือเขย่า นั้นเกิดจากปฏิกิริยาต่อการสัมผัสซึ่งกลไกการป้องกันตัวของพืช เนื่องจากในธรรมชาติสัตว์และแมลงหลาย ๆ ชนิดกินพืชเป็นอาหาร เมื่อต้นไมยราบหุบใบก็จะทำให้สัตว์เหล่านี้ตกใจและหันไปกินพืชชนิดอื่นแทน นอกจากนี้ปฏิกิริยาการหุบใบจะทำให้ต้นไม้ดูแห้งไม่น่ากินอีกด้วย

ต้นไมยราบนี้จะหยุดเคลื่อนไหวในเวลากลางคืนเพื่อเป็นการประหยัดพลังงาน เนื่องจากในเวลากลางคืนใบไม้จะไม่ได้รับพลังงานจากแสงแดดในการสังเคราะห์แสง ถึงแม้ต้นไมยราบถูกสัมผัสมันจะหุบใบเป็นเรื่องปกติ ไม่ได้เป็นอันตรายต่อตัวมันเอง แต่มันก็ใช้เวลาค่อนข้างนานเพื่อให้มันฟูตัวเอง ดังนั้นหากคุณคิดว่าสนุกเวลาที่ได้ดุใบไมยราบหุบไป จริง ๆ แล้วมันไม่สนุกสำหรับพืชที่มีความอ่อนไหวเลย

หลาย ๆ คนอาจคิดว่าต้นไมยราบเป็นวัชพืช แต่จริง ๆ มันมีสรรพคุณและประโยชน์อยู่หลายข้อทั้ง การขับปัสสาวะ รวมไปถึงโรคที่เกี่ยวกับระบบทางเดินปัสสาวะ โดยนำต้นไมยราบมาตากแห้งแล้วนำมาต้มกับรากสะเดาดิน เมื่อเดือดก็กรองน้ำมาดื่ม ส่วนรากของไมยราบตากแห้งเมื่อนำมาต้มน้ำ ดื่มเพื่อรักษาโรคกระเพาะ แก้ระบบย่อยอาหารไม่ดี บำรุงกระเพาะ แก้ลำไส้อักเสบ และแก้บิด

อ่านเพิ่มเติม