การประชาสัมพันธ์โครงการเพื่อสังคมผ่านโซเชียลมีเดีย

เรามีเวลาเพียง 5 วินาทีที่จะทำให้คนหยุดดูโพสต์ เรียกได้ว่าสั้นยิ่งกว่าความจำของปลาทองเสียอีก
ปัจจุบัน ‘โซเชียลมีเดีย’ เป็นแพลตฟอร์มออนไลน์ที่กำลังได้รับความนิยมอย่างล้นหลาม จากสถิติของเว็บ Statista ระบุว่า ในปี 2563 มีผู้ใช้โซเชียลมีเดียถึงกว่า 3.6 พันล้านคนทั่วโลก และคาดว่าจะพุ่งขึ้นเป็น 4.41 พันล้านภายในปี 2568 แล้วแบบนี้ผู้ประกอบการควรจะวางแผนอย่างไรเพื่อให้ธุรกิจของตนยืนเด่นอยู่ท่ามกลางกระแสการแข่งขันอันดุเดือด
การประชาสัมพันธ์โครงการเพื่อสังคม (Corporate Social Responsibility: CSR) ของบริษัทเป็นหนึ่งในกลยุทธ์การตลาดที่ไม่ควรมองข้ามอยู่แล้ว และการนำโซเชียลมีเดียมาใช้เป็นพื้นที่กระจายข่าวก็ยิ่งช่วยให้โครงการและแบรนด์เป็นที่รู้จักมากขึ้น แต่การที่โครงการเพื่อสังคมของเราจะโดดเด่นบนโซเชียลมีเดียได้นั้นต้องอาศัยทั้งการวางแผนอันรัดกุม การพัฒนาคอนเทนต์ที่มีคุณภาพ และการวิเคราะห์ข้อมูลอย่างมีประสิทธิภาพ
วางแผนให้ชัดเจน เพื่อก้าวย่างที่มั่นคง
การตลาดจะประสบความสำเร็จได้มาจากการเข้าถึงลูกค้าได้ถูกกลุ่มเป้าหมาย ด้วยข้อความที่ตรงใจ ในจังหวะเวลาที่เหมาะ และการเลือกสื่อสารแคมเปญผ่านช่องทางที่โดนใจกลุ่มเป้าหมาย ผู้ประกอบการควรตั้งวัตถุประสงค์ของการสื่อสารให้ชัดเจนก่อนจะเริ่มการสื่อสารกับกลุ่มเป้าหมาย เช่น โครงการเพิ่มโอกาสทางการศึกษาอาจมีวัตถุประสงค์การสื่อสารเพื่อมอบองค์ความรู้ให้แก่ผู้เข้าร่วม ทำให้พวกเขาเหล่านั้นนำความรู้และทักษะที่ได้ไปประกอบการตัดสินใจเรื่องต่าง ๆ ในชีวิตประจำวัน หรือสร้างเครือข่ายชุมชนที่จะก้าวขึ้นเป็นผู้นำการเปลี่ยนแปลง การมีเข็มทิศที่ชัดเจนเช่นนี้จะช่วยให้แบรนด์สื่อสารบนโซเชียลมีเดียได้โดนใจกลุ่มเป้าหมายมากขึ้น
นอกจากนี้ อย่าลืมถ่ายทอดความสำเร็จของโครงการเพื่อสังคมผ่านเรื่องราวที่เปี่ยมด้วยแรงบันดาลใจ และด้วยเหตุนี้มูลนิธิคีนันแห่งเอเซียจึงใช้ความเชี่ยวชาญและทรัพยากรที่มีประสานความร่วมมืออย่างแน่นแฟ้นกับทุกภาคส่วน ตั้งแต่ภาครัฐ ภาคเอกชน ภาคการศึกษา

อ่านเพิ่มเติม

4 เทคนิค เพื่อการนอนหลับอย่างมีคุณภาพ

สังคมที่เร่งรีบและเต็มไปด้วยการแข่งขัน ทำให้คนทำงานจนถึงน้อง ๆ นักเรียนนักศึกษาต้องตื่นตัวอยู่ตลอดเวลา เพื่อเติมพลังกายและพลังใจให้พร้อมรับมือกับทุกเรื่องในแต่ละวัน หลายคนจึงหันมาใส่ใจสุขภาพของตัวเองมากขึ้น ทั้งจัดตารางโภชนาการ ออกไปวิ่งในสวนสาธารณะใกล้บ้าน หรือสมัครคอร์สยิม ทั้งการดูแลอาหารการกินและออกกำลังกายเป็นเรื่องดี แต่สิ่งสำคัญที่ขาดไม่ได้เลยคือ “การนอน” นั่นเอง
การนอนที่ไม่ได้คุณภาพอาจหักล้างตารางโภชนาการและค่าเข้ายิมของเราจนเกลี้ยง แถมร้ายกว่านั้น คือ ส่งผลเสียต่อสุขภาพในระยะยาว แล้วเราควรจะนอนอย่างไรเพื่อให้ร่างกายได้พักผ่อนเต็มอิ่ม วันนี้เราขอนำเสนอเคล็ด(ไม่)ลับให้ทุกคนได้อ่านกัน
เทคนิคที่ 1 นอนให้เป็นเวลา
เวลาที่เหมาะที่สุดคือช่วง 22:00 น. เพราะร่างกายของเราจะหลั่งโกรทฮอร์โมน (Growth Hormone) ออกมามากที่สุดในช่วง 23:00 – 02:00 น. ซึ่งฮอร์โมนนี้มีส่วนช่วยเสริมภูมิต้านทานและบำรุงผิวพรรณให้เปล่งปลั่ง
เทคนิคที่ 2 บอกลาคาเฟอีนหลังสี่โมงเย็น
คาเฟอีนและน้ำตาลในเครื่องดื่มอาจช่วยให้เรากระปรี้กระเปร่าระหว่างการทำงาน แต่หากบริโภคในช่วงเย็นหรือหัวค่ำอาจกลายเป็นตาค้างจนรบกวนการพักผ่อน
เทคนิคที่ 3 วางมือถือ
เวลาที่สายตาของเราไม่ได้รับแสง สมองจะหลั่งสารเมลาโทนิน (Melatonin) ซึ่งทำให้รู้สึกง่วง แต่แสงจากหน้าจอหรือแสงจากถนนอาจไปรบกวนการหลั่งของสารดังกล่าวจนเรานอนไม่หลับ ดังนั้นควรจะละสายตาจากหน้าจอสัก 30 นาทีก่อนเข้านอน

อ่านเพิ่มเติม

ความสำคัญของการบริหารจัดการทรัพยากรมนุษย์ในองค์กรไม่แสวงหาผลกำไร

มูลนิธิคีนันแห่งเอเซียเล็งเห็นคุณค่าของพนักงานและคณะผู้บริหาร รวมถึงความมุ่งมั่นของทีมงานที่จะมอบสิ่งที่ดีที่สุดให้แก่ผู้รับผลประโยชน์และผู้สนับสนุนองค์กร ดังนั้น เวลาเปิดรับพนักงานใหม่ เราจึงมองหาผู้สมัครที่ต้องการจะพัฒนาชีวิตผู้คนอย่างยั่งยืน คุณสมบัตินี้ไม่ได้สงวนไว้เฉพาะคนที่ออกไปทำงานกับผู้รับผลประโยชน์เท่านั้น แต่รวมถึงทีมงานหลังบ้านอย่างฝ่ายทรัพยากรมนุษย์ (HR) ซึ่งมีบทบาทสำคัญในการคัดเลือกคนที่จะมาร่วมงานกับองค์กร
ฝ่ายทรัพยากรมนุษย์ของคีนันพิถีพิถันในการตรวจสอบผู้สมัคร เพราะบางคนอาจมีประสบการณ์ที่ไม่ตรงกับเนื้องานของเรา หรือคนที่เปลี่ยนสายงานกลางคัน ยิ่งปัจจุบันตลาดแรงงานมีการเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา ทำให้การระบุคุณสมบัติที่ตรงกับความต้องการองค์กรกลายเป็นเรื่องท้าทายอย่างมาก ยกตัวอย่างเช่น ระหว่างที่กำลังหางาน เราอาจเจอโอกาสในสายการพัฒนาทั้งที่ไม่ได้จบด้านนี้มาโดยตรง แต่เรากลับผ่านแบบทดสอบขององค์กรได้อย่างฉลุย เพราะมีประสบการณ์ในงานด้านการศึกษาหรืองานพัฒนาเศรษฐกิจมาก่อน กุญแจที่พาคนกลุ่มนี้ไปสู่ความสำเร็จขึ้นอยู่กับหลายปัจจัยและไม่มีสูตรตายตัว
วุฒิการศึกษาของพนักงานส่วนใหญ่ในคีนัน ได้แก่

สาขาวิชาเฉพาะ เช่น สาขาวิชาการจัดการทรัพยากรมนุษย์ สาขาบัญชี ครุศาสตร์
สาขาวิชาที่เกี่ยวข้อง เช่น สาขาการบริหารจัดการ สาขาการเงิน
มีประสบการณ์ด้านการให้คำปรึกษา เช่น ที่ปรึกษาด้านซอฟต์แวร์ ที่ปรึกษาฝ่ายบุคคลหรือฝ่ายบริหารธุรกิจ และอาจรวมไปถึงประสบการณ์สอนวิทยาศาสตร์ในโรงเรียนมัธยม​

แต่ไม่ใช่ว่าทุกคนที่มีคุณสมบัติข้างต้นจะผ่านการคัดเลือก และกรุยทางขึ้นเป็นมืออาชีพในองค์กรไม่แสวงหาผลกำไรได้ทันที เพราะคีนันยังลงลึกไปถึงทัศนคติของผู้สมัคร​อีกด้วย
เราขอยกตัวอย่างคุณลักษณะนิสัยที่พึงมีในงานด้านการพัฒนาวิชาชีพครู ก่อนจะประสบความสำเร็จภายใต้องค์กรไม่แสวงหา​ผลกำไร ดังนี้

คนที่ใจเย็น และสามารถทำงานกับครูได้ (เนื่องจากครูบางท่านอาจมีความรู้จำกัดเฉพาะสาขา)
คนที่ยืดหยุ่น

อ่านเพิ่มเติม

อะไรคือปัจจัยที่ส่งผลต่อความผูกพันพนักงานที่ทำงานในองค์กรที่ไม่แสวงหาผลกำไร

หากเราพิจารณา CV พนักงานของมูลนิธิคีนันแห่งเอเซีย  เราจะพบว่าเกินกว่าครึ่งสำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรีจากมหาวิทยาลัยที่มีชื่อเสียงทั้งในประเทศไทยและต่างประเทศ และอีกครึ่งหนึ่ง ก็สำเร็จการศึกษาระดับปริญญาโท  นอกจากนี้ก็ยังมีพนักงานของเราบางส่วน สำเร็จการศึกษาระดับปริญญาเอกและทำงานให้กับองค์กรในด้านงานวิจัยขั้นสูง รวมถึงเนื้อหาด้านเทคนิคเชิงลึกเพื่อใช้เป็นแผนงานพัฒนากลยุทธ์ธุรกิจองค์กร    ด้วยคุณสมบัติตามที่ได้กล่าวมาข้างต้น พนักงานกลุ่มนี้ก็ย่อมมีโอกาสสมัครเข้าทำงานกับบริษัทชั้นนำระดับโลกได้อย่างไม่น่ายากมากนัก แต่เหตุใดบุคลากรกลุ่มนี้ จึงเลือกทำงานให้กับองค์กรอย่างมูลนิธิคีนันแห่งเอเซีย บทความนี้จะพาท่านผู้อ่านไปฟังคำตอบจากพนักงานกลุ่มนี้ไปด้วยกัน
องค์กรไม่แสวงหาผลกำไรมุ่งเน้นการพัฒนาและสร้างทักษะที่จำเป็นให้กับคนในสังคม ดังนั้นการสนับสนุนผู้คนให้มีชีวิตที่ดีขึ้นและบรรลุความฝันได้ดั่งที่ตั้งใจจึงเป็นสิ่งสำคัญ  การทำความเข้าใจว่าอะไรคือพลังขับเคลื่อนให้กับพนักงานมีความภาคภูมิใจในงานที่ทำจะช่วยรักษาความตั้งใจและความผูกพันของพนักงาน ให้คงอยู่เป็นฟันเฟืองสำคัญในการนำพาความสำเร็จมาสู่องค์กร
จากผลสำรวจของ Qualtrics และ Korn Ferry  ในเรื่องการมีส่วนร่วมของพนักงานในประเทศไทยปี พ.ศ.2563 พบว่า กว่า 64 เปอร์เซ็นต์ ของพนักงานคนไทย เชื่อว่าปัจจัยที่สำคัญที่สุดคือการที่นายจ้าง เปิดรับฟังความคิดเห็นของพนักงาน  ปัจจัยสำคัญที่สองคือ องค์กรยอมรับและเห็นความสำคัญของพวกพนักงาน และ พนักงานยังต้องการเห็นความเชื่อมโยงที่ชัดเจนระหว่างแผนกลยุทธ์องค์กรกับหน้าที่ความรับผิดชอบในงานที่ทำ เพื่อให้ตัวเองได้มีโอกาสเรียนรู้และพัฒนาได้ตรงจุด และเป็นที่ไว้วางใจจากผู้บริหารระดับสูงในองค์กร
สำหรับผลสำรวจความผูกพันของพนักงานในคีนัน ซึ่งจัดทำขึ้นตั้งแต่ปี พ.ศ.2561 เป็นต้นมา พบว่า ปัจจัยที่ส่งผลต่อความผูกพันสูงสุดต่อพนักงานที่มีต่อองค์กรคือการมีส่วนร่วมในการสร้างและพัฒนาสังคมของคีนันให้กับสถานะชน ตามด้วย การได้ทำงานร่วมกับคนที่มีความสามารถสูง ซึ่งส่งผลต่อการเรียนรู้และความท้าทายในการทำงานของพนักงาน โดยทั้งสองปัจจัยนี้ก็คือความภาคภูมิใจของตัวพนักงานในงานที่ทำนั่นเอง ซึ่งได้กลายเป็นส่วนสำคัญที่สุดสำหรับพนักงานของคีนัน

อ่านเพิ่มเติม

“แก้วน้ำมหัศจรรย์”

ได้เวลาเปลี่ยนน้อง ๆ หนู ๆ ให้กลายเป็นนักมายากลตัวน้อยแล้ว!! วันนี้เราจะมาทำการทดลองวิทยาศาสตร์สนุก ๆ ที่คุณพ่อคุณแม่สามารถทำการทดลองไปพร้อมกับลูก ๆ ได้ และยังได้รับความรู้ทางวิทยาศาสตร์จากการทดลอง สำหรับการทดลองในวันนี้เราจะมาทำ “แก้วน้ำมหัศจรรย์” ด้วยอุปกรณ์ง่าย ๆ เพียงไม่กีชิ้นที่สามารถหาได้ที่บ้าน เตรียมตัวให้พร้อมแล้วเราไปลุยกันเลย
อุปกรณ์
แก้วน้ำ
กระดาษแข็ง
น้ำเปล่า
จานหรือชามขนาดใหญ่

ถ้าเตรียมอุปกรณ์พร้อมแล้วเราไปเริ่มทำการทำลองกันเลย!!

เท่น้ำใส่แก้วให้เต็มจนปริ่มปากแก้ว (คุณพ่อคุณแม่อย่าลืมเอาชามขนาดใหญ่ที่เตรียมไว้มารองใต้แก้วน้ำนะคะ เผื่อเกิดการผิดพลาดระหว่างการทดลองน้ำหกเลอะเทอะ)

2. นำกระดาษที่เตรียมไว้มาวางไว้บนขอบแก้วน้ำให้แนบสนิทไปกับขอบแก้ว

จากนั้นเอามือปิดที่กระดาษแล้วค่อย ๆ คว่ำแก้วลงช้า ๆ ระหว่างการคว่ำแก้วระวังอย่าให้อากาศลอดเข้าไปในแก้วได้

แล้วสิ่งมหัศจรรย์ก็เกิดขึ้น!! กระดาษที่ปิดขอบแก้วสามารถกันน้ำไม่ให้รั่วหกออกจากแก้วได้ เหมือนใช้เวทมนต์เลยละ!!

วิทยาศาสตร์กับการทดลอง
หลังจากการทดลอง

อ่านเพิ่มเติม

วิธีทำข้าวผัดให้อร่อยแบบพ่อครัวมืออาชีพตามหลักฟิสิกส์

ใครที่ชอบทานอาหารนอกบ้าน ต้องเคยเห็นลีลาในการทำอาหารของพ่อครัวโดยเฉพาะเมนูผัด ๆ ทอด ๆ ที่มีวิธีการปรุงอาหาร ที่น่าตื่นตาตื่นใจไฟลุกกระทะกันมาบ้างแล้ว วันนี้คีนันจะมาแชร์วิธีทำข้าวผัดให้อร่อยตามหลักฟิสิกส์กันคะ มาดูกันว่าถ้าเราทำข้าวผัดตามหลักฟิสิกส์แล้วจะอร่อยเหมือนเชฟมาทำให้กินหรือไม่
เมื่อเราไปทานอาหารตามภัตตาคารจีน หรือร้านอาหารจีนต่าง ๆ บางครั้งเราก็จะได้มีโอกาสได้เห็นพ่อครัวปรุงอาหาร เราจะเห็นว่าเวลาผัดข้าวผัดนั้นพ่อครัวที่มีความชำนาญจะเขย่ากระทะและโยนข้าวขึ้นไปในอากาศระหว่างการผัด เนื่องจากการปรุงอาหารจีนนั้นจะใช้อุณหภูมิในการผัดสูงมาก และวิธีการโยนข้าวระหว่างการผัดจะช่วยให้ข้าวไม่ไหม้และทำให้ส่วนผสมต่าง ๆ เข้ากันนั้นเอง

จากการให้พ่อครัวมืออาชีพจากภัตตาคารจีน 5 คนลองทำข้าวผัด จากการสังเกตและศึกษาทำให้นักฟิสิกส์ได้วิเคราะห์การเคลื่อนไหวของพ่อครัวซ้ำ ๆ เวลาที่ทำข้าวผัดและการโยนข้าวขึ้นไปบนอากาศ จะจากการจำลองการเคลื่อนไหวของเม็ดข้าวในกระทะ ทำให้ทีมวิจัยทราบถึงเคล็ดลับสำคัญในการ เคลื่อนไหวกระทะอย่างรวดเร็ว คล้ายกับลูกตุ้มแบบแท่งคู่ (two-link pendulum) ที่มีความยาวเท่ากัน เปรียบกับรัศมีความโค้งของก้นกระทะ เมื่อพ่อครัวโยกกระทะโดยที่ขอบกระทะด้านไกลตัวเคลื่อนที่เป็นวงในทิศตามเข็มนาฬิกา ขณะเดียวกับที่ขอบกระทะด้านใกล้ตัวเคลื่อนที่เป็นวงในทิศทวนเข็มนาฬิกา ทำให้การเคลื่อนที่ของข้าวที่ถูกโยนในรูปแบบโปรเจกไตล์ (projectile) ซึ่งเมื่อเมล็ดข้าวลอยขึ้นจากก้นกระทะแล้วก็จะบังคับด้วยแรงโน้มถ่วงของโลก

อ่านเพิ่มเติม

ทำไมต้นไมยราบถึงเป็นพืชขี้อาย

หากคุณเดินไปตามสวน คุณอาจสังเกตเห็นพุ่มต้นไม้เตี้ย ๆ แผ่ไปตามดิน และเมื่อเราเอานิ้วไปโดนที่ใบ ใบไม้ก็จะรีบหุบทันทีราวกับว่ามันอายที่เราไปจับมัน ต้นไม้ชนิดนี้คือต้นไมยราบ เป็นพืชที่มีความอ่อนไหว (sensitive plant) ซึ่งมีชื่อทางวิทยาศาสตร์คือ Mimosa Pudica บางคนก็นำมาปลูกลงกระถางเพราะมันมีพฤติกรรมในการหุบใบที่น่าสนใจ
เหตุผลที่ต้นไมยราบหุบใบเมื่อถูกสัมผัส หรือเขย่า นั้นเกิดจากปฏิกิริยาต่อการสัมผัสซึ่งกลไกการป้องกันตัวของพืช เนื่องจากในธรรมชาติสัตว์และแมลงหลาย ๆ ชนิดกินพืชเป็นอาหาร เมื่อต้นไมยราบหุบใบก็จะทำให้สัตว์เหล่านี้ตกใจและหันไปกินพืชชนิดอื่นแทน นอกจากนี้ปฏิกิริยาการหุบใบจะทำให้ต้นไม้ดูแห้งไม่น่ากินอีกด้วย

ต้นไมยราบนี้จะหยุดเคลื่อนไหวในเวลากลางคืนเพื่อเป็นการประหยัดพลังงาน เนื่องจากในเวลากลางคืนใบไม้จะไม่ได้รับพลังงานจากแสงแดดในการสังเคราะห์แสง ถึงแม้ต้นไมยราบถูกสัมผัสมันจะหุบใบเป็นเรื่องปกติ ไม่ได้เป็นอันตรายต่อตัวมันเอง แต่มันก็ใช้เวลาค่อนข้างนานเพื่อให้มันฟูตัวเอง ดังนั้นหากคุณคิดว่าสนุกเวลาที่ได้ดุใบไมยราบหุบไป จริง ๆ แล้วมันไม่สนุกสำหรับพืชที่มีความอ่อนไหวเลย

หลาย ๆ คนอาจคิดว่าต้นไมยราบเป็นวัชพืช แต่จริง ๆ มันมีสรรพคุณและประโยชน์อยู่หลายข้อทั้ง การขับปัสสาวะ รวมไปถึงโรคที่เกี่ยวกับระบบทางเดินปัสสาวะ โดยนำต้นไมยราบมาตากแห้งแล้วนำมาต้มกับรากสะเดาดิน เมื่อเดือดก็กรองน้ำมาดื่ม ส่วนรากของไมยราบตากแห้งเมื่อนำมาต้มน้ำ ดื่มเพื่อรักษาโรคกระเพาะ แก้ระบบย่อยอาหารไม่ดี บำรุงกระเพาะ แก้ลำไส้อักเสบ และแก้บิด

อ่านเพิ่มเติม

Article title: รู้หรือไม่ว่าภาพยนตร์เรื่อง Doctor Strange มีบางส่วนที่นำคณิตศาสตร์มาใช้

หลาย ๆ คนคงได้มีโอกาสชมภาพยนตร์เรื่อง Doctor Strange กันแล้ว แต่ทราบมั้ยคะว่าเอฟเฟคในฉากบางฉากในภาพยนตร์เรื่องนี้ สร้างมาจากรูปแบบของเรขาคณิตที่เรียกว่า “เซตม็องแดลโบร” (Mandelbrot set) ซึ่งเป็นเรขาคณิตที่ไร้ที่สิ้นสุด ชุดรูปแบบของเรขาคณิตนี้มีรูปร่างที่เป็นเส้นโค้งและมีลวดลาย แต่ภายใต้เส้นโค้งและลวดลายเหล่านี้ก็ยังมีเส้นโค้งและลวดลายของมันเองอีกด้วย ทำให้เกิดลวดลายอยู่ภายในลวดลายซ้ำไปซ้ำมาทำให้เรามองเห็นวัตถุที่คล้ายกันปรากฏขึ้นมาเรื่อย ๆ ไม่มีที่สิ้นสุด ซึ่งเราเรียกว่า “แฟร็กทัล” (fractal)

ทางทีมผู้สร้างภาพยนตร์ก็ได้เผยว่าฉากไล่ล่าที่น่าตื่นเต้น หรือฉากที่แสดงพลังของตัวละครได้นำ Mandelbrot set เข้ามาใช้กับเทคนิคพิเศษในภาพยนตร์แล้วเพิ่มการซูมเข้า ซูมออกบนพื้นผิวต่าง ๆ รวมไปถึงอาคารผนังในภาพยนตร์ เพื่อสร้างความแปลกใหม่ให้กับคนดู
ซึ่ง Mandelbrot Set เป็น รูปแบบเซตของจุดในระนาบเชิงซ้อนที่เรียงตัวเป็น fractal ในทางคณิตศาสตร์นิยามเซตม็องแดลโบร คือ เซตของค่าจำนวนเชิงซ้อน c ซึ่งให้ทางเดินของ 0 ภายใต้การส่งวนซ้ำของ ฟ้งก์ชันกำลังสอง (quadratic function) z2 + c

อ่านเพิ่มเติม

5 ขั้นตอนเพื่อการสื่อสารที่มีประสิทธิภาพ ในภาวะวิกฤตโรคโควิด-19 (COVID-19)

ไวรัสโคโรนาหรือโรคโควิด-19 (COVID-19) ที่กำลังระบาดในขณะนี้ ส่งผลให้หลายธุรกิจทั่วทุกมุมโลกต้องระดมความคิดเพื่อวางกลยุทธ์การบริหารจัดการองค์กรในสภาวะวิกฤติ เพราะพฤติกรรมผู้บริโภคเปลี่ยนไปจากเดิม หลายๆคนต่างก็หันมาให้ความสำคัญกับความปลอดภัยของตนเองและผู้คนรอบข้างมากยิ่งขึ้นด้วยการกักตัวเองในที่พักอาศัยและทำงานที่บ้านตลอดระยะเวลา 1 เดือนที่ผ่านมา กระบวนการจัดการธุรกิจของแต่ละองค์กรย่อมได้รับผลกระทบอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ นับเป็นความท้าทายที่หลายๆธุรกิจน่าจะไม่เคยเผชิญมาก่อนในศตวรรษนี้
ความท้าทายที่ยากที่สุดเรื่องหนึ่งที่หลายองค์กรต้องเผชิญก็คือการสื่อสารองค์กรในสภาวะวิกฤติ หากองค์กรขาดแผนการสื่อสารที่ชัดเจน ก็อาจทำให้องค์กรนั้นๆต้องเจอกับปัญหาภายในองค์กรที่ใหญ่ขึ้น เช่น พนักงานอาจเกิดความสับสนในกฎระเบียบหรือข้อบังคับขององค์กร ทำให้พนักงานขาดประสิทธิภาพในการทำงาน จนก่อให้เกิดความเสียหายต่อคุณภาพสินค้าและบริการและส่งผลต่อความไว้วางใจของลูกค้า จึงนับเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่งสำหรับทุกองค์กรที่ต้องรักษาภาพลักษณ์องค์กรไว้ให้ดีและสื่อสารกับลูกค้าหรือคู่ค้าให้ชัดเจนเพื่อสร้างความเชื่อมั่นและรักษาความสัมพันธ์กับลูกค้าให้คงอยู่ต่อไป
ดังนั้นคำถามคือ ทุกองค์กรควรวางแผนการสื่อสารองค์กรในสภาวะวิกฤตนี้หรือไม่ และคำตอบก็คือ “ใช่” การสื่อสารที่มีประสิทธิภาพจะช่วยให้การทำงานร่วมกันระหว่างลูกค้า คู่ค้า และพนักงานภายในองค์กรเองเป็นไปอย่างราบรื่น
แล้วเราจะเริ่มต้นร่างแผนการสื่อสารอย่างไรดี ? จะต้องคำนึงหัวข้อใดบ้างเพื่อให้เราสื่อสารได้อย่างมีประสิทธิภาพ ?
ครั้งนี้มูลนิธิคีนันแห่งเอเซีย ขอแนะนำ 5 ขั้นตอนง่าย ๆ ต่อไปนี้ที่ คุณสามารถนำไปปรับใช้เพื่อช่วยให้บริษัทหรือองค์กรของคุณริ่มต้นวางแผนการสื่อสารให้มีประสิทธิภาพ

“ทำไม” ต้องสื่อสาร

ตั้งคำถามกับตัวเองก่อนเสมอว่า “ทำไม” คุณถึงต้องสื่อสารออกไป อะไรคือวัตถุประสงค์ของข้อความที่ต้องการจะสื่อสารแก่พนักงานในองค์กร ลูกค้า หรือ คู่ค้า  การกำหนดวัตถุประสงค์ให้ชัดคือเรื่องสำคัญที่จะช่วยให้คุณสามารถสื่อสารได้อย่างมีประสิทธิภาพโดยเฉพาะในสถานการณ์โรคโควิด-19 ในขณะนี้

อ่านเพิ่มเติม

5 เคล็ดลับสำคัญสำหรับการบริจาคอย่างคุ้มค่า เพื่อใช้บรรเทาภาวะวิกฤติโรคโควิด19 (COVID-19)

มูลนิธิคีนันแห่งเอเซียถือเป็นองค์การหรือสถานสาธารณกุศลตามประกาศกระทรวงการคลัง ลำดับที่ 350 มูลนิธิคีนันฯไม่ได้เป็นหน่วยงานที่จัดตั้งขึ้นเพื่อดำเนินงานด้านการบรรเทาสาธารณภัยในภาวะฉุกเฉิน บทความนี้จึงไม่ได้มีวัตถุประสงค์เพื่อเชิญชวนให้ท่านร่วมบริจาคเงินกับมูลนิธิคีนันแห่งเอเซียเพื่อใช้ซื้ออุปกรณ์ทางการแพทย์ หรือใช้บรรเทาภาวะวิกฤติโรคโควิด 19 ในด้านอื่นๆ แต่อย่างใด

ขณะที่วิกฤติไวรัสโคโรน่า หรือโควิด 19 (COVID-19) ยังคงสร้างความเสียหาย และคร่าชีวิตผู้คนทั่วโลกอย่างต่อเนื่อง หลายๆหน่วยงานจากทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และประชาชนทั่วไป ต่างก็ต้องการส่งต่อกำลังใจให้กับเพื่อนมนุษย์ด้วยกัน ด้วยการจัดตั้งโครงการต่างๆเพื่อระดมเงินบริจาคส่งต่อให้กับโรงพยาบาล บุคลากรทางการแพทย์ รวมถึงประชาชนผู้เดือดร้อนจากภาวะวิกฤฤตนี้อย่างต่อเนื่อง
อย่างไรก็ตามเมื่อมีการเปิดรับเงินบริจาค ก็อาจมีบุคคลแฝงตัวใช้ความหวังดีของของผู้อื่นกอบโกยผลประโยชน์ในทางที่มิชอบ ทำให้ในยามวิกฤติเช่นนี้ ผู้หวังดีต้องตกเป็นเหยื่อของการหลอกลวง  ซึ่งก็มีหลายรูปแบบแตกต่างกันไป บางคนแสร้งว่าต้องการเงินสนับสนุนเพื่อทำการวิจัยวัคซีนป้องกันโรค ในขณะที่บางคนอ้างว่าต้องการหน้ากากอนามัยที่จำเป็นสำหรับบุคลากรทางการแพทย์ อีกทั้งยังมีการขอรับบริจาคช่วยเหลือคนที่ไม่มีงานทำ และช่วยค่ารักษาพยาบาลของผู้ป่วยติดเชื้อ นักต้มตุ๋นเหล่านี้ไม่ใช่คนโง่ พวกเขารู้ดีว่าผู้หวังดีที่มีกำลังทรัพย์ มักจะให้การสนับสนุนอย่างเต็มใจโดยไม่ได้ไตร่ตรองอะไรมากนัก
มูลนิธิคีนันแห่งเอเซียขอแสดงความชื่นชมด้วยความจริงใจต่อทุกท่านๆ ที่มีจิตศรัทธาช่วยเหลือเพื่อให้พวกเราทุกคนสามารถผ่านพ้นกับวิกฤติโรคโควิด 19 (COVID-19) นี้ไปได้อย่างเร็ววัน อย่างไรก็ตามเราก็ขอแนะนำให้ทุกท่านระมัดระวังและตรวจสอบสถานะของตัวบุคคล องค์การไม่แสวงผลกำไร หรือโครงการรับบริจาคเหล่านั้นให้ดี ก่อนที่ท่านจะตัดสินใจบริจาคทุนทรัพย์หรือสนับสนุนเงินทุนเพื่อซื้ออุปกรณ์ทางการแพทย์ (เช่นหน้ากากอนามัยและแอลกอฮอล์ล้างมือ) จากธุรกิจหรือบุคคลที่ไม่รู้จักบนสื่อสังคมออนไลน์ ถ้าหากเราไม่มีความระมัดระวัง อาจทำให้เราตกเป็นเหยื่อของการหลอกลวงโดยไม่รู้ตัว และเราก็ไม่ได้สร้างประโยชน์ให้แก่โรงพยาบาลหรือบุคลากรทางการแพทย์อย่างที่เราตั้งใจ

อ่านเพิ่มเติม