ความท้าทายของการเพิ่มประสิทธิภาพวัคซีนป้องกันโควิด-19

การที่วัคซีน COVID-19 ได้รับการพัฒนาทั่วโลกในระยะเวลาอันสั้น จึงเป็นสิ่งที่ทั่วโลกจับจ้องถึงความปลอดภัยและประสิทธิภาพของวัคซีน ซึ่งคนไทยจำนวนหนึ่งเองก็ยังวิตกกังวลกับเรื่องนี้ จากผลสำรวจความคิดเห็นโดยมหาวิทยาลัยสวนดุสิต พบว่า 83% ของผู้ตอบแบบสอบถามในประเทศไทย (ทั้งหมด 1,570 คน) กังวลเกี่ยวกับผลข้างเคียงของวัคซีน COVID-19 ในขณะที่คนไทย 66% ต้องการรับวัคซีนและรับทราบข้อมูลเกี่ยวกับปฏิกิริยาที่มักพบบ่อยหลังรับวัคซีนแล้ว ในขณะที่ 14% ไม่ต้องการรับวัคซีนเลยและไม่สนใจข้อมูลที่เกี่ยวข้อง ซึ่งความเชื่อมั่นเช่นนี้มีผลต่อการฉีดวัคซีนทั้งในระดับบุคคลและภาพรวมงานสาธารณสุข
เมื่อไวรัสโคโรนาที่เป็นสาเหตุของ COVID-19 เริ่มแพร่กระจายช่วงแรก แทบไม่มีใครมีภูมิคุ้มกันเลย แต่เวลานี้วัคซีนได้รับการพิสูจน์แล้วว่าเป็นเครื่องมือที่ทรงพลังในการต่อสู้กับโรคระบาดหากมีการฉีดวัคซีนอย่างกว้างขวางเพียงพอ ทั้งนี้ในวันที่ 18 กุมภาพันธ์ 2564 ได้มีการเปิดตัววัคซีนจาก 7 แหล่งผลิตที่แตกต่างกันและเริ่มทดลองใช้ในประเทศต่างๆ อีกทั้งยังทดสอบติดตามกับผู้สมัครใจรับวัคซีนมากกว่า 200 ราย
การเปิดตัววัคซีนของประเทศไทย
กระทรวงสาธารณสุขของไทยอนุมัติการฉีดวัคซีนครั้งแรกที่จะเริ่มในเดือนกุมภาพันธ์ 2564 และแบ่งออกเป็นแผนสามระยะ โดยเริ่มจากการฉีดวัคซีนให้กับบุคลากรทางการแพทย์และกลุ่มเสี่ยง เช่น ผู้สูงอายุ และผู้ที่มีภูมิคุ้มกันต่ำ ระยะแรกจะให้ยาสองล้านโดสครอบคลุมประชากรหนึ่งล้านคน คนละสองโดสเพื่อประสิทธิภาพที่ดีที่สุดของวัคซีน ระยะที่สองจัดอยู่ในช่วงเดือนพฤษภาคมถึงเดือนมิถุนายนโดยมีการวางแผน 26 ล้านโดสสำหรับผู้ที่อยู่ในกลุ่มเสี่ยง

อ่านเพิ่มเติม

4 เทคนิค เพื่อการนอนหลับอย่างมีคุณภาพ

สังคมที่เร่งรีบและเต็มไปด้วยการแข่งขัน ทำให้คนทำงานจนถึงน้อง ๆ นักเรียนนักศึกษาต้องตื่นตัวอยู่ตลอดเวลา เพื่อเติมพลังกายและพลังใจให้พร้อมรับมือกับทุกเรื่องในแต่ละวัน หลายคนจึงหันมาใส่ใจสุขภาพของตัวเองมากขึ้น ทั้งจัดตารางโภชนาการ ออกไปวิ่งในสวนสาธารณะใกล้บ้าน หรือสมัครคอร์สยิม ทั้งการดูแลอาหารการกินและออกกำลังกายเป็นเรื่องดี แต่สิ่งสำคัญที่ขาดไม่ได้เลยคือ “การนอน” นั่นเอง
การนอนที่ไม่ได้คุณภาพอาจหักล้างตารางโภชนาการและค่าเข้ายิมของเราจนเกลี้ยง แถมร้ายกว่านั้น คือ ส่งผลเสียต่อสุขภาพในระยะยาว แล้วเราควรจะนอนอย่างไรเพื่อให้ร่างกายได้พักผ่อนเต็มอิ่ม วันนี้เราขอนำเสนอเคล็ด(ไม่)ลับให้ทุกคนได้อ่านกัน
เทคนิคที่ 1 นอนให้เป็นเวลา
เวลาที่เหมาะที่สุดคือช่วง 22:00 น. เพราะร่างกายของเราจะหลั่งโกรทฮอร์โมน (Growth Hormone) ออกมามากที่สุดในช่วง 23:00 – 02:00 น. ซึ่งฮอร์โมนนี้มีส่วนช่วยเสริมภูมิต้านทานและบำรุงผิวพรรณให้เปล่งปลั่ง
เทคนิคที่ 2 บอกลาคาเฟอีนหลังสี่โมงเย็น
คาเฟอีนและน้ำตาลในเครื่องดื่มอาจช่วยให้เรากระปรี้กระเปร่าระหว่างการทำงาน แต่หากบริโภคในช่วงเย็นหรือหัวค่ำอาจกลายเป็นตาค้างจนรบกวนการพักผ่อน
เทคนิคที่ 3 วางมือถือ
เวลาที่สายตาของเราไม่ได้รับแสง สมองจะหลั่งสารเมลาโทนิน (Melatonin) ซึ่งทำให้รู้สึกง่วง แต่แสงจากหน้าจอหรือแสงจากถนนอาจไปรบกวนการหลั่งของสารดังกล่าวจนเรานอนไม่หลับ ดังนั้นควรจะละสายตาจากหน้าจอสัก 30 นาทีก่อนเข้านอน

อ่านเพิ่มเติม

อนาคตสังคมสูงวัยกับการรับมือในวิกฤติการณ์โควิด-19

(NextGen Aging Covid-19 Response)
จาก “ปิดเมือง” สู่ “ชีวิตวิถีใหม่”
ประเทศไทยเป็นหนึ่งในหลายประเทศที่ประกาศมาตรการ ปิดเมืองเป็นระยะเวลาถึง 3 เดือน เพื่อป้องกันการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 โดยในช่วงเวลาดังกล่าว ประชาชนทุกคนต้องอาศัยอยู่ที่บ้าน และปฏิบัติตามมาตรการรักษาระยะห่างระหว่างบุคคลซึ่งมีการจำกัดการเข้าร่วมกิจกรรมกลางแจ้งและกิจกรรมทางสังคมหลายประเภท เหตุการณ์ดังกล่าวส่งผลให้เกิดสภาวะเศรษฐกิจถดถอยอย่างรุนแรง ธุรกิจหลายแห่งต้องหยุดดำเนินกิจการและเกิดภาวะการว่างงานเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ประชาชนต้องปฎิบัติตามแนวทางการเว้นระยะห่างทางสังคมอย่างเคร่งครัดแม้ว่าจะเป็นการใช้ชีวิตกับสมาชิกครอบครัวก็ตาม ความโดดเดี่ยวและความห่างเหินทางสังคมดังกล่าวยังส่งผลกระทบโดยตรงต่อความเป็นอยู่ของผู้สูงอายุในสังคมไทย โดยเฉพาะอย่างยิ่งความเป็นอยู่ด้านสุขภาพกาย สุขภาพจิต และสภาวะทางการเงิน
วิกฤติการณ์ดังกล่าวเริ่มคลี่คลายลงในเดือนกรกฎาคม หลังจากที่ประเทศไทยไม่มีผู้ติดเชื้อภายในประเทศมาเป็นระยะเวลากว่า 50 วัน ซึ่งรัฐบาลไทยได้มีการผ่อนปรนมาตรการต่างๆ มากขึ้น และได้ประกาศยุติมาตรการปิดเมืองในที่สุด อย่างไรก็ตาม เมื่อความเสี่ยงของการแพร่ระบาดยังคงอยู่ ผู้คนจึงยังคงต้องดำเนินชีวิตด้วยวิถีใหม่ (New normal) โดยต้องคอยระมัดระวังรักษาระยะห่างระหว่างบุคคล และดูแลให้ตนเองและบุคคลอันเป็นที่รักได้รับความปลอดภัยและมีสุขภาพที่ดีอยู่ตลอดเวลา ขณะเดียวกันก็ยังต้องเผชิญกับผลกระทบต่อเนื่องจากวิกฤติการณ์ดังกล่าว ไม่ว่าจะเป็น การปิดกิจการ การตกงาน รวมทั้งปัญหาด้านสุขภาพกาย และสุขภาพจิตที่ยังปรับตัวไม่ทัน ช่วงเวลานี้จึงนับเป็นชีวิตวิถีใหม่อันยากลำบากสำหรับประชาชนจำนวนมาก
ความสูญเสียและภาวะกดดันดังกล่าวก่อให้เกิดความเครียดแก่ประชาชน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในครอบครัวที่มีสมาชิกเป็นกลุ่มเปราะบางอย่างผู้สูงอายุ ซึ่งนับเป็นกลุ่มที่มีความเสี่ยงสูงหากได้รับเชื้อไวรัสโควิด-19 ผลสำรวจพบว่า ผู้สูงอายุที่มีอายุตั้งแต่ 80

อ่านเพิ่มเติม

เราต้องช่วยเหลืออาสาสมัครสาธารณสุขในประเทศไทย เพื่อร่วมกันต่อสู้กับวิกฤติโควิด 19

จากผลการยืนยันผู้ป่วยติดเชื้อไวรัสโคโรน่าหรือโรคโควิด-19 จำนวน 3,015 ณ วันที่ 11 พฤษภาคม ที่ผ่านมา ถือว่าประเทศไทยของเรา สามารถทำหน้าที่รับมือกับโรคระบาดครั้งนี้ได้อย่างน่าชื่นชม ขณะที่หลายๆประเทศเริ่มที่จะเปิดประเทศและผ่อนปรนมาตรการต่าง ๆ แต่สิ่งสำคัญอย่างยิ่งก็คือ เราต้องรักษามาตรฐานของเราให้ได้ เพื่อหลีกเลี่ยงการกลับมาระบาดอีกครั้ง และต้องช่วยให้ประชาชนสามารถปรับตัวคุ้นชินกับความปรกติใหม่ หรือ “new normal” ให้ได้  อย่างไรก็ดีความสำเร็จที่เกิดขึ้นทั้งหมดเกิดจากความร่วมมือของทุก ๆ คน  อาทิ บุคลากรทางการแพทย์ เจ้าหน้าที่สาธารณสุข และผู้นำคณะรัฐบาล รวมถึงผู้อยู่เบื้องหลังการดูแลสุขภาพของประชาชนชาวไทยตามชุมชนต่าง ๆ  ซึ่งก็คือ “อาสาสมัครสาธารณสุขชุมชน”
แม้สถานการณ์จะดีขึ้นแต่ประเทศไทยก็ยังไม่อาจนิ่งนอนใจได้ เรายังคงต้องขยายการตรวจสอบและเพิ่มจำนวนอุปกรณ์ทางการแพทย์ที่จำเป็น เช่น เครื่องช่วยหายใจ เป็นต้น และนับเป็นความท้าทายสำหรับประเทศไทยที่จำเป็นต้องควบคุมจำนวนตัวเลขผู้ติดเชื้อรายใหม่ให้มีจำนวนต่ำกว่า 30 ราย   ตามที่ ดร.บุญ วนาสิน ประธานกรรมการ บริษัท ธนบุรี เฮลท์แคร์ กรุ๊ป พันธมิตรคนสำคัญของมูลนิธิคีนัน ฯ

อ่านเพิ่มเติม

การทดลองวิทยาศาสตร์ที่แสดงให้เห็นถึงความสำคัญของการล้างมือด้วยน้ำและสบู่

การทดลองวิทยาศาสตร์ง่าย ๆ ที่คุณพ่อคุณแม่สามารถทำได้ที่บ้านไปพร้อมกับเด็ก ๆ
คุณพ่อคุณแม่ที่กำลังกังวลว่าเด็ก ๆ จะไม่ได้เรียนรู้ หรือได้รับความรู้ใหม่ ๆ เวลาที่อยู่ที่บ้านในช่วงที่ไวรัส COVID-19 กำลังระบาด ไม่ต้องเป็นกังวลไป เพราะเรามีวิธีแก้ไขปัญหานี้แบบเจ๋ง ๆ มาฝากค่ะ สำหรับการทดลองทางวิทยาศาสตร์ที่เรานำมาฝากนี้ เป็นการทดลองที่ง่ายมาก เหมาะสำหรับผู้ปกครองและเด็ก ๆ ที่จะได้ลองทำไปพร้อมกัน การทดลองนี้ไม่ได้ทำเล่นแล้วสนุกเท่านั้น แต่เด็ก ๆ จะได้เรียนรู้เกี่ยวกับไวรัส COVID-19 อุปกรณ์ที่ใช้ก็หาง่ายมาก เพียงแค่เดินเข้าไปหยิบในครัว ถ้าพร้อมแล้วเรามาเริ่มกันเลย!
อุปกรณ์
จาน
น้ำเปล่า
สบู่ หรือน้ำยาล้างจาน
พริกไทย
 
ขั้นตอนการทดลอง
ขั้นตอนที่ 1
ขั้นตอนแรกเทน้ำใส่ในจาน

ขั้นตอนที่ 2
โรยพริกไทยลงในจานที่ใส่น้ำ

ขั้นตอนที่ 3
เอานิ้วจุ่มลงไปน้ำที่โรยพริกไทย จะเห็นได้เลยว่าพริกไทยติดที่นิ้วขึ้นมา

อ่านเพิ่มเติม

5 ความเชื่อเกี่ยวกับไวรัสโคโรนา 2019 หรือ โควิด-19 (COVID-19)

ความเชื่อที่ 1: โควิด-19 ไม่สามารถแพร่กระจายในสภาพอากาศร้อนชื้นได้
กรณีนี้เป็นความเชื่อที่ไม่ถูกต้อง เพราะหากได้รับเชื้อจากการไอ จาม จากผู้ป่วยในที่แจ้ง ก็มีโอกาสติดเชื้อได้ ขณะนี้ในประเทศอินโดนีเซีย มาเลเซีย และไทย ต่างมีจำนวนผู้ป่วยเกินหลักพันไปแล้ว การระมัดระวังด้วยการใส่หน้ากากอนามัย เก็บตัวอยู่บ้าน หรือ เว้นระยะห่างทางสังคม (social distancing) เมื่อจำเป็นต้องพบปะผู้คน จึงเป็นทางเลือกที่ช่วยลดความเสี่ยงให้กับเราได้
ความเชื่อที่ 2: โควิด-19 สามารถแพร่ระบาดได้ผ่านทางยุงกัด
ยังไม่มีหลักฐานว่าความเชื่อนี้เป็นเรื่องจริง การติดโควิด-19 ส่วนใหญ่จะมาจากละอองฝอยที่เกิดจากการไอหรือจามของผู้ป่วย
ความเชื่อที่ 3: มีเพียงผู้สูงอายุเท่านั้นที่เสี่ยงต่อการติดโรคโควิด-19
โควิด-19 ส่งผลกระทบต่อคนทุกเพศทุกวัย ในขณะที่ผู้สูงอายุและกลุ่มที่มีโรคอื่นร่วม เช่น เบาหวาน และภาวะอ้วน จะมีความเสี่ยงต่อการมีอาการรุนแรงมากขึ้น แต่ถึงอย่างไรก็ตามกลุ่มวัยหนุ่มสาวก็ยังคงไม่ปลอดภัยจากไวรัสชนิดนี้ และก็สามารถติดเชื้อและแพร่เชื้อต่อไปยังผู้อื่นได้เช่นเดียวกัน ในกรณีนี้ เราทุกคนจึงควรช่วยกันรับผิดชอบต่อสังคมโดยการมีระเบียบวินัยทางด้านสุขอนามัยที่ดี และเว้นระยะห่างทางสังคม (social distancing) เพื่อหยุดการแพร่กระจายของโควิด-19
ความเชื่อที่ 4: ยาปฏิชีวนะสามารถรักษาโรคโควิด-19

อ่านเพิ่มเติม

เพราะงานอาสาสมัครสาธารณสุข จะช่วยสร้างรอยยิ้มให้กับผู้สูงอายุในประเทศไทย

หากท่านได้มีโอกาสเข้าไปสัมผัสหมู่บ้านเล็กๆในชนบทของประเทศไทย ท่านจะได้เห็นภาพผู้สูงอายุหลายๆท่านนั่งจับกลุ่มพูดคุยกันอยู่นอกบ้านและยังมีเด็กเล็ก ๆ วิ่งเล่นกันอย่างสนุกสนานในโรงเรียน แต่เราก็มักจะไม่ค่อยพบเห็นผู้ใหญ่วัยทำงานมากมายนัก ทั้งนี้ก็เนื่องมาจากสภาวะเศรษฐกิจในปัจจัยที่กลุ่มคนวัยทำงานจำนวนมากต้องพากันออกจากบ้านเกิดเพื่อมาหางานทำในกรุงเทพฯ หรือตามหัวเมืองจังหวัดใหญ่ๆ ทำให้จำเป็นต้องละทิ้งผู้สูงอายุและเด็กๆอาศัยในชุมชนเพียงลำพัง
การเปลี่ยนแปลงด้านจำนวนประชากรที่มีกลุ่มผู้สูงอายุเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วในประเทศไทย ได้ก่อให้เกิดเป็นปัญหาต่อผู้สูงอายุในด้านสุขภาพจิต สุขภาพกาย และการบริหารจัดการทางการเงิน
การดูแลผู้สูงอายุนั้นไม่ใช่เรื่องง่าย เมื่องบประมาณของรัฐไม่เพียงพอและบุตรหลานของหลายๆครอบครัวต่างก็ไมได้อาศัยใกล้ชิดกันเหมือนในอดีต จึงนับเป็นเรื่องท้าทายอย่างมากสำหรับประเทศไทยที่ต้องเผชิญสถานการณ์ เช่นนี้

คุณนวลจันทร์ พลใส เป็นอาสาสมัครสาธารณสุขในจังหวัดอุบลราชธานี ซึ่งเป็นจังหวัดติดกับเขตชายแดน ประเทศลาว และกัมพูชา ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศไทย (หรือภาคอีสาน) ในฐานะอาสาสมัคร คุณนวลจันทร์ ได้อุทิศเวลา และแรงกายตลอดทั้งปีเพื่อช่วยเหลือสมาชิกในชุมชนให้ได้รับการดูแลนสุขภาพที่จำเป็นสม่ำเสมอ ตั้งแต่จัดสรรตารางเข้าพบแพทย์ให้กับสมาชิกฯ ตลอดจนการเข้าไปเยี่ยมผู้ป่วยติดเตียงถึงที่พักอาศัย
“ในฐานะอาสาสมัคร เราอยากจะตอบแทนคุณแผ่นดินที่เราเติบโตมาและมีส่วนร่วมในการช่วยพัฒนาสังคม” คุณนวลจันทร์กล่าว “เราได้ทำหน้าที่ผู้ช่วยคุณหมอและได้ช่วยเพื่อน ๆของเรา เรารักในสิ่งที่เราทำ”
ถึงแม้คุณนวลจันทร์จะมีความตั้งใจและความทุ่มเทอย่างมาก แต่ก็ยังคงต้องการ การสนับสนุนเพื่อที่จะสามารถดูแลสมาชิกได้อย่างดีที่สุดและทั่วถึง คุณนวลจันทร์ได้ออกจากโรงเรียนตั้งแต่ชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 ดังนั้นความรู้ด้านการดูแลสุขภาพส่วนใหญ่มาจากประสบการณ์ตรง ในการต่อสู้กับโรคเบาหวานของตัวเธอเอง รวมถึงการได้ดูแลน้องสาวที่ต้องต่อสู้กับโรคมะเร็ง
และในปี พ.ศ.2560 คุณนวลจันทร์และอาสาสมัครด้านสุขภาพในจังหวัดอุบลราชธานี ก็ได้พบกับเรื่องราวๆดีๆ ที่ได้เกิดขึ้นกับชุมชน

อ่านเพิ่มเติม

หัวใจครูดวงนี้จะขอมอบให้แก่งานพัฒนาชุมชน เพื่อรอยยิ้มเล็กๆของคนไทย

ตลอดระยะเวลาของการเป็นครูมานานกว่า 30 ปี การดูแลเด็กนักเรียนให้มีสุขภาพกายและสุขภาพจิตดีไปพร้อมกันๆถือเป็นหน้าที่สำคัญของ อาจารย์อนงค์ พัวตระกูล หรือครูอนงค์ ซึ่งเป็นครูประจำห้องพยาบาลโรงเรียนรัตนโกสินทร์สมโภชน์ บางขุนเทียน กรุงเทพฯ ครูอนงค์มีความเชื่อเสมอว่า นอกจากความฉลาดในการเรียนแล้ว เด็กไทยควรต้องได้รับการปลูกฝังเรื่องโภชนาการที่เหมาะสม การมีสุขอนามัยที่ดี และมีวุฒิภาวะทางอารมณ์ควบคู่กันไป และโดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อประเทศไทยเข้าใกล้การเป็นสังคมผู้สูงอายุเร็วมากยิ่งขึ้น เยาวชนนักเรียนในวันนี้จึงถือเป็นบุคลากรสำคัญ ที่จะได้ช่วยเหลือสมาชิกชุมชนหรือคนในครอบครัวให้มีความรู้เพียงพอ สามารถเตรียมความพร้อมในการดูแลสุขภาพเพื่อให้มีคุณภาพชีวิตที่ดียิ่งขึ้นต่อไป

เมื่อกล่าวถึงปัญหาด้านสุขอนามัยและโภชนาการของเด็กนักเรียนในปัจจุบัน ครูอนงค์พบว่า ยังมีเด็กไทยจำนวนมากติดการบริโภคขนมหวาน และมักเลือกบริโภคแต่อาหารไม่มีประโยชน์ สิ่งที่เกิดขึ้นเป็นผลต่อเนื่องก็คือ เด็กๆกลุ่มนี้มีสุขภาพแย่ลง เผชิญภาวะโรคอ้วน ซึ่งในช่วงแรกอาจดูไม่ใช่เรื่องน่ากลัวแต่อย่างใด แต่หากปล่อยไว้จนกลายเป็นพฤติกรรมต่อเนื่อง สุขภาพกายที่ไม่ดีก็ย่อมส่งผลต่อภาวะทางอารมณ์ด้วยเช่นกัน
การเป็นครูประจำห้องพยาบาลของโรงเรียนฯ ไม่เพียงแต่ได้ดูแลเด็กๆนักเรียนเท่านั้น ครูอนงค์ยังได้ช่วยให้คำปรึกษาครูท่านอื่นๆด้วยเช่นกัน ซึ่งกลุ่มบุคลากรครูที่เข้ามาพบครูอนงค์ ต่างก็อยู่ในวัยก่อนเกษียณ (50-59 ปี)  และมีครูบางท่านเผชิญปัญหาจากโรคกลุ่มไม่ติดต่อเรื้อรัง หรือ NCDs เช่น โรคเบาหวาน ความดัน หัวใจ  ครูอนงค์กล่าวว่า “ถึงเวลาแล้วที่สังคมไทยต้องสื่อสารเรื่องการดูแลสุขภาพกาย และสุขภาพจิตอย่างจริงจัง มิเช่นนั้นแล้วประเทศไทยจะตกอยู่ในสถานการณ์ลำบากในการรับมือกับการเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ”
ด้วยความตั้งใจจริงที่อยากเห็นนักเรียนในโรงเรียนและเพื่อนครูด้วยกันมีสุขภาพดี และตระหนักถึงการดูแลสุขภาพ

อ่านเพิ่มเติม

ผู้สูงอายุสามารถจุดประกายความคิดด้านนวัตกรรม เพื่อการเติบโตในประเทศไทยได้อย่างไร

ประเทศไทยกำลังแก่ขึ้นทุกวันๆ คำพูดนี้เป็นข้อเท็จจริงที่หลายๆคนรู้ดี เราต่างก็มองแนวโน้มจำนวนผู้สูงอายุที่เพิ่มมากขึ้นในประเทศ เป็นเหมือนดัชนีชี้วัดสำคัญที่ฉุดรั้งการเจริญเติบโตด้านเศรษฐกิจ และยังก่อให้เกิดความรู้สึกไม่มั่นคงให้กับประชากรกลุ่มนี้ ในการใช้ชีวิตในสังคมได้อย่างมีคุณภาพ ประเทศไทยเราจึงต้องสร้างความมั่นใจในด้านนโยบายการพัฒนาสังคม เพื่อก่อให้เกิดเสถียรภาพต่อระบบธุรกิจและเศรษฐกิจในประเทศ
งานวิจัยจากพันธมิตรของมูลนิธิคีนันแห่งเอเซีย โดยมหาวิทยาลัยนอร์ธแคโรไลน่า ณ แชเปิลฮิลล์ค้นพบว่า การเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุไม่ใช่เรื่องที่เราต้องหวาดกลัว หากแต่ทุกฝ่ายต้องมองให้เห็นว่าเป็นโอกาสสำคัญ โดยเฉพาะในด้านการพัฒนาธุรกิจอันซึ่งผู้ประกอบการสามารถปรับกลยุทธ์ในการนำเสนอสินค้าและบริการ ให้ตรงกับความต้องการของกลุ่มผู้สูงอายุให้ครอบคลุมทั้งประชากรกลุ่มก่อนสูงวัยและกลุ่มผู้สูงวัย ซึ่งถือว่าเป็นตลาดเฉพาะกลุ่ม หรือ (Niche Market) นอกจากนี้งานวิจัยฯยังพบอีกว่า ตลาดสินค้าและบริการสำหรับกลุ่มเบบี้บูมเมอร์ทั่วโลก (บุคคลที่เกิดระหว่างปี 1946-1964) มีมูลค่ารวมทั้งสิ้นสูงถึง 15 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งถือว่าเป็นมูลค่าใกล้เคียงกับขนาดเศรษฐกิจประเทศจีนและเยอรมนีรวมกันเลยทีเดียว

สำหรับรายงานเรื่อง “Aging as an Engine of Innovation, Business Development, and Employment Growth,” โดย Jim Johnson  Allan Parnell และ Huan Lian  ได้อธิบายถึงโอกาสสำคัญ

อ่านเพิ่มเติม