ส่งเสริมการเรียนรู้ในรูปแบบ STEM เพื่อเพิ่มศักยภาพของผู้สอนในเวียดนาม

“ในกระบวนการปฏิรูปการศึกษาในเวียดนาม การเรียนการสอนในรูปแบบ STEM เป็นส่วนสำคัญที่จะขาดไม่ได้ ซึ่งครูอาจารย์จำเป็นจะต้องเพิ่มพูนความรู้ในส่วนนี้อย่างสม่ำเสมอ” นี่คือคำพูดของ ดร. ฮา แลม ซอน ผู้เชี่ยวชาญทางด้านฟิสิกส์และเจ้าหน้าที่ในส่วนการศึกษาขั้นทุติยภูมิ ของสำนักงานการศึกษาและฝึกอบรมประจำฮานอย
ดร. ซอนเป็นรุ่นที่ 6 ในครอบครัวที่ทำงานเกี่ยวข้องกับการศึกษา นับเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตตั้งแต่เขาจำความได้ ฉะนั้น งานด้านการศึกษาจึงไม่ใช่เป็นเพียงแค่อาชีพ มันคือชีวิตของเขาเลย็ก็ว่าได้ แต่จากการเปลี่ยนแปลงอันรวดเร็วในชวงระยะเวลา 30 ปีที่ผ่านมา ทำให้การเพิ่มพูนความรู้ การรักษาความใฝ่รู้ รวมไปถึงการพัฒนาตนเองอยู่ตลอดเวลานั้นตกอยู่ในภาวะวิกฤต
ตลอดระยะเวลาในการทำงาน ดร. ซอนมีความชำนาญเกี่ยวกับการศึกษาทั่วไปและการฝึกอบรมนักเรียนนักศึกษา ก่อนที่จะเข้ามารับตำแหน่งในสำนักงานการศึกษาและฝึกอบรมประจำฮานอย ซึ่งทำงานโดยตรงกับสถาบันกาศึกษาและครูผู้สอน ด้วยสภาพแวดล้อมการทำงานที่เปลี่ยนไป เทคนิคใหม่ๆ ที่ต้องเรียนรู้ รวมไปถึงเครื่องมือและแนวทางในการสอนที่แตกต่างไปจากการสอนนักเรียนนักศึกษา ดร. ซอนเอาชนะอุปสรรคเหล่านี้ด้วยความอุตสาหะและอุทิศเวลาในการเรียนรู้เพิ่มเติม ทั้งยังทดลองลงมือปฏิบัติจริงในห้องเรียนวิทยาศาสตร์เพือจะได้มองเห็นปัญหาที่ครูผู้สอนอาจจะพบเจอ ในจุดนี้เอง การเรียนการสอนโดยเน้นนักเรียนเป็นจุดศูนย์กลางช่วยให้ดร. ซอนสามารถปรับตัวให้เข้ากับการปฏิรูปการศึกษาในรูปแบบ STEM ได้อย่างรวดเร็ว
การเรียนการสอนแบบ STEM ในหลักสูตรการศึกษาทั่วไปของเวียดนามกำลังอยู่ในขั้นตอนการพัฒนา จึงเป็นสิ่งที่ท้าทายอย่างยิ่งเนื่องจากความเข้าใจที่แตกต่างกันของ STEM การสร้างสรรค์หลักสูตรการสอนให้กับเหล่าครูอาจารย์ รวมถึงการนำเข้าไปใช้ประกอบหลักสูตรในการเรียนอีกด้วย

Read More

เสริมสร้างทักษะการคิดวิเคราะห์และการสื่อสารในห้องเรียนวิทย์

โลกของเราหมุนเร็วกว่าที่เคย นำไปสู่การก่อตัวของการปฎิวัติทางอาชีพ (Career Disruption) ซึ่งชี้ให้เห็นแล้วว่า โรคระบาดและการเติบโตของเทคโนโลยีกำลังพลิกโฉมการทำงานของผู้คน การอาศัยทักษะพื้นฐานเพียงอย่างเดียวจึงไม่เพียงพอในโลกปัจจุบันหรืออนาคตอีกต่อไป สภาเศรษฐกิจโลก (World Economic Forum; WEF) ประมาณการว่า ภายในปี ค.ศ. 2025 ลูกจ้างถึง 50% อาจต้องเรียนรู้ทักษะใหม่ ๆ ที่จำเป็นต่อการทำงาน ซึ่งหนึ่งในนั้นคือ ทักษะการคิดวิเคราะห์และการสื่อสาร อันเป็น 2 ทักษะจาก 4C ที่สำคัญในการทำงานและการดำเนินชีวิต อันได้แก่ การคิดวิเคราะห์ (Critical Thinking) ความคิดสร้างสรรค์ (Creativity) ความร่วมมือ (Collaboration) ทักษะการสื่อสาร (Communication)
การคิดวิเคราะห์เป็นทักษะสำคัญในที่ทำงาน เพราะจะช่วยให้ลูกจ้างสามารถแก้ปัญหา และพัฒนากระบวนการต่าง ๆ เพื่อยกระดับศักยภาพการทำงานให้สูงขึ้นได้ ยกตัวอย่างเช่น เวลามีข่าวพาร์ทเนอร์ที่อาจกระทบธุรกิจของเรา การรู้จักคิดวิเคราะห์จะช่วยอำนวยขั้นตอนการระดมสมองและหาทางออกที่ดีที่สุดให้กับธุรกิจได้ ซึ่งทักษะนี้สามารถใช้ได้กับกิจวัตรทั่วไปได้เช่นกัน เช่น การกรองข่าวปลอมจากโซเชียลมีเดียหรือมิจฉาชีพ ซึ่งคนที่มีทักษะการคิดวิเคราะห์มีแนวโน้มที่จะถูกหลอกน้อยกว่าคนที่ขาดทักษะนี้

Read More

เปิดการเรียนรู้ให้หมุนตามกระแสโลก

การเปลี่ยนแปลงทางด้านเศรษฐกิจ สังคม เทคโนโลยี ที่ต้องการทักษะเฉพาะ (Hard skills) และทักษะที่จำเป็น (Soft skills) ส่งผลให้บทบาทของครูเปลี่ยนไป การจัดการเรียนรู้ในรูปแบบเดิมที่ครูเป็นผู้ป้อนข้อมูลความรู้เพียงอย่างเดียวไม่เพียงพอ และไม่สามารถตอบสนองต่อความเปลี่ยนแปลงของโลกในศตวรรษที่ 21 ได้ อีกทั้งความเหลื่อมหล้ำทางการศึกษาที่เห็นได้อย่างชัดเจนมากขึ้นในช่วงโควิด-19 ที่นักเรียนมีข้อจำกัดในการเข้าถึงเทคโนโลยีนำไปสู่การสูญเสียโอกาสในการเรียนรู้ (Learning loss) ดังนั้นโจทย์สำคัญต่อการพัฒนาระบบการศึกษาจากนี้คือการเร่งเสริมสร้างทักษะที่จำเป็นให้ตอบสนองต่อโลกในศตวรรษที่ 21 อย่างทั่วถึงและเท่าเทียม
มูลนิธิคีนันแห่งเอเซียร่วมมือกับบริษัท ซูมิโตโม คอร์ปอเรชั่น ไทยแลนด์  ภายใต้โครงการ 100Seed: Light up ด้วยแนวคิดการพัฒนาอย่างยั่งยืน (Sustainable Development Goals หรือ SDGs) โดยการพัฒนาคุณภาพทางการศึกษา ผ่านกิจกรรมการอบรมครูเชิงปฎิบัติการยกระดับการจัดการเรียนการสอนคณิตศาสตร์ในรูปแบบ Active Math ในระดับชั้นมัธยมศึกษาตอนต้น เพื่อเสริมทักษะครูผู้เข้าร่วมอบรมในการเรียนการสอนคณิตศาสตร์แบบเน้นให้ผู้เรียนมีส่วนร่วม ผ่านกิจกรรมการเรียนรู้ทางคณิตศาสตร์เชื่อมโยงรูปธรรมสู่นามธรรม (Concrete to Abstract) เพื่อให้เด็กเกิดความเข้าใจในบทเรียนอย่างมีระบบ และกิจกรรมการสร้างชุมชนแห่งการเรียนรู้ (Professional Learning Community)

Read More

เปิดโลกการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ในศตวรรษที่ 21

ประเทศไทยประสบกับการเปลี่ยนแปลงทั้งภายในและภายนอกประเทศ อาทิเช่น ความท้าทายด้านเทคโนโลยี และความสามารถในการแข่งขันกับต่างประเทศ บริบทดังกล่าวทำให้ประเทศไทยต้องปรับตัวในการรับมือกับการเปลี่ยนแปลงที่รวดเร็ว โดยสิ่งสำคัญในการขับเคลื่อนเพื่อตอบสนองการเปลี่ยนแปลงคือการพัฒนาบุคลากร และหนึ่งในจุดเริ่มต้นที่สำคัญคือการเสริมสร้างทักษะการสอนที่ส่งเสริมทักษะ STEM และทักษะแห่งศตวรรษที่ 21 เพื่อให้ครูสามารถผลิตบุคลากรรุ่นใหม่ที่เท่าทันการเปลี่ยนแปลง

มูลนิธิคีนันแห่งเอเซียจึงร่วมกับ มูลนิธิไอวีแอล ส่งต่อโครงการ “การพัฒนาศักยภาพการจัดการเรียนรู้ของครูวิทยาศาสตร์ในระยอง” ที่เกิดจากความมุ่งมั่นของมูลนิธิไอวีแอล ที่ประสงค์จะสร้างความร่วมมือและสนับสนุนการเรียนการสอนวิชาวิทยาศาสตร์ให้แก่โรงเรียนขยายโอกาสในสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาระยอง เขต 1  โดยมอบหมายให้มูลนิธิคีนันแห่งเอเซียจัดโครงการฝึกอบรมเชิงปฎิบัติการให้แก่ครูผู้สอนวิชาวิทยาศาสตร์ระดับมัธยมศึกษาตอนต้น เพื่อส่งเสริมองค์ความรู้ในด้านทฤษฎีการเรียนรู้ ควบคู่ไปกับเนื้อหาการสอนวิชาวิทยาศาสตร์และกระบวนการจัดการเรียนรู้แนวใหม่ โดยตลอดเวลา 3 ปีของการดำเนินงานโครงการ มีคุณครูเข้าร่วม 31 คน และนักเรียนที่ได้รับประโยชน์จากโครงการจำนวน 4,650 คน
โครงการได้ปรับหลักสูตรสะเต็มศึกษาชั้นนำจากประเทศสหรัฐอเมริกาให้เข้ากับบริบทของห้องเรียนไทย เพื่อมุ่งเน้นให้คุณครูจัดการเรียนรู้ผ่านการสร้างกิจกรรมและการใช้กระบวนการเรียนรู้ที่กระตุ้นให้นักเรียนเกิดการเรียนรู้จากการลงมือปฏิบัติจริง เพื่อสามารถต่อยอดสู่การสร้างนวัตกรรมจากความรู้ที่นักเรียนเข้าใจอย่างถ่องแท้ผ่านการสืบเสาะหาความรู้และจากการทดลองปฏิบัติ ไม่ใช่จากการท่องจำ ทั้งนี้ยังเน้นให้ครูผู้สอนส่งเสริมให้นักเรียนสามารถประยุกต์ใช้แนวทางที่เรียนรู้จากชั้นเรียนสู่การแก้ปัญหาในสถานการณ์จริง และร่วมแลกเปลี่ยนการจัดการเรียนรู้กับเพื่อนครูด้วยการใช้กระบวนการชุมชนการเรียนรู้ทางวิชาชีพ   (Professional Learning Community – PLC) เพื่อร่วมสะท้อนผลการจัดการเรียนรู้จากห้องเรียนสาธิต โดยครูจะทำงานร่วมกับเพื่อนครูเพื่อวางแผนการสอน กำหนดประเด็นและเป้าหมายในการเรียนรู้ของนักเรียน ร่วมกันสังเกตชั้นเรียนและพูดคุยสะท้อนผลหลังการสอน
ครูจักรรินทร์ กลั่นหอม  คุณครูวิชาวิทยาศาสตร์ระดับชั้น

Read More

ค่ายอินโนเวชั่น: ประตูสู่ประสบการณ์นอกชั้นเรียนในโลกศตวรรษที่ 21

การศึกษาในโลกศตวรรษที่ 21 ไม่ใช่แค่การเตรียมความพร้อมหรือถ่ายทอดความรู้ให้ผู้เรียนเพียงอย่างเดียว แต่รวมไปถึงการหล่อหลอมนิสัยการเรียนรู้ที่ไม่ได้จำกัดอยู่เพียงแค่ในห้องเรียนค่ายและโครงการเรียนรู้นอกห้องเรียนมีบทบาทสำคัญอย่างมากในการส่งเสริมผู้เรียนให้สามารถต่อยอดการเรียนรู้ โดยกระตุ้นให้ผู้เรียนนำองค์ความรู้และทักษะที่ได้จากชั้นเรียนมาใช้แก้ไขปัญหาในชีวิตจริงรวมทั้งออกแบบนวัตกรรมใหม่ ๆ ผ่านกิจกรรมที่สนุกและการฝึกปฏิบัติและลงมือทำจริง ซึ่งจะเป็นโอกาสให้ผู้เรียนสามารถฝึกฝนทักษะการวิเคราะห์ ทักษะการคิดอย่างสร้างสรรค์ ทักษะการเรียนรู้ร่วมกับผู้อื่น และทักษะการสื่อสารไปพร้อมกันด้วย

โดยค่ายอินโนเวชั่นของมูลนิธิคีนันแห่งเอเซีย ที่ได้รับการสนับสนุนโดย บริษัท แคทเธอร์พิลลาร์ (ประเทศไทย) จำกัด เป็นส่วนหนึ่งของโครงการส่งเสริมนวัตกรรมการเรียนรู้เพื่อพัฒนาผู้เรียนให้เป็นพลเมืองแห่งศตวรรษที่ 21 โดยมุ่งพัฒนาทักษะพื้นฐานทางวิทยาศาสตร์และคณิตศาสตร์ที่เป็นปัจจัยสำคัญเพื่อต่อยอดไปสู่การศึกษาในระดับที่สูงขึ้นและอาชีพในอนาคตต่อไป โครงการค่ายอินโนเวชั่นเป็นโครงการที่ต่อยอดจากการพัฒนาครูผู้สอนเพื่อสร้างห้องเรียนวิทยาศาสตร์และคณิตศาสตร์ที่ผู้เรียนสนุกกับการเรียนรู้และเป็นผู้สร้างองค์ความรู้ โดยมุ่นเน้นการมอบประสบการณ์การเรียนรู้ไม่มีที่สิ้นสุด และเปิดโอกาสให้แก่เด็กและเยาวชนได้เรียนรู้ทักษะใหม่ ๆ นอกห้องเรียน ซึ่งรวมถึงทักษะทางสังคมที่หลากหลาย การพึ่งพาตนเอง ภาวะผู้นำ รวมถึงแรงบันดาลใจและการเตรียมตัวเพื่อสร้างเส้นทางสู่อาชีพทางสะเต็มในอนาคต
โครงการมีแผนจัดกิจกรรมค่ายอินโนเวชั่นทั้งหมด 9 ค่ายภายในระยะเวลา 2 ปี (2564-2565) ให้กับนักเรียนชั้นมัธยมต้นจากโรงเรียนเครือข่ายในจังหวัดระยองรวมทั้งสิ้น 450 คน โดยตั้งแต่เดือนกรกฎาคม พ.ศ. 2564 ทางโครงการได้จัดค่ายแก่ 4 โรงเรียนในจังหวัดระยอง ได้แก่ โรงเรียนบ้านหนองฆ้อ และ โรงเรียนบ้านสีระมัน โรงเรียนวัดห้วงหิน

Read More

เมื่อโลกปรับ ห้องเรียนเปลี่ยน การเรียนรู้ต้องเปิด

การเรียนรู้ในปัจจุบันกำลังเปลี่ยนไปด้วยการเข้ามาของเทคโนโลยีที่มีความก้าวหน้าและเข้าถึงได้ง่ายกว่าเดิม ทำให้เราสามารถเรียนรู้ได้ทุกที่ทุกเวลา การเรียนการสอนออนไลน์ในช่วงสถานการณ์โควิด-19 ดูเหมือนเป็นเรื่องที่ควรจะทำได้อย่างราบรื่น แต่ในความเป็นจริงเมื่อเราต้องเว้นระยะห่าง โรงเรียนไม่สามารถดำเนินการเปิดการเรียนการสอนตามปกติได้ตลอดทั้งเทอม ยิ่งในโรงเรียนระดับประถมศึกษาความพร้อมในการเรียนการสอนจึงน้อยมาก นักเรียนบางคนยังมีปัญหาในการเข้าถึงอินเตอร์เน็ต บางคนไม่มีมือถือ หรือต้องใช้มือถือของผู้ปกครอง  รูปแบบในการเรียนการสอนจึงต้องปรับรูปแบบ มีทั้ง ON-AIR ONLINE  ON–DEMAND และ ON-HAND ตามความพร้อม  จึงเป็นโจทย์ใหญ่ที่ทุกฝ่ายจะต้องเร่งรีบจัดการให้ทันกับสถานการณ์ ไม่เช่นนั้นแล้วนักเรียนที่หลุดไปจากการเรียนจะขาดความรู้พื้นฐานสำคัญที่จะต่อยอดความรู้ในระดับที่สูงขึ้น จะมีนักเรียนบางคนถูกทอดทิ้งไว้ข้างหลังเพราะด้วยความไม่พร้อม ความแตกต่างในการเรียนรู้ของนักเรียนจะมีเพิ่มมากขึ้น ทำให้เกิดเป็นปัญหาที่ไม่รู้สาเหตุว่าเกิดจากความสนใจของเด็กที่ลดลง หรือระบบการเรียนรู้ที่ไม่ตอบโจทย์กันแน่

มูลนิธิคีนันแห่งเอเซียได้ร่วมมือกับโบอิ้งส่งต่อโครงการ โบอิ้ง ยกระดับการเรียนรู้ด้วยเทคโนโลยีเพื่อเป็นส่วนหนึ่งในการยกระดับห้องเรียนของคุณครูผ่านกิจกรรมและความรู้ในการจัดการเรียนการสอนแบบโครงงาน โดยโครงการฯ มุ่งเน้นการยกระดับขีดความสามารถให้กับครู ผ่านการฝึกอบรมและให้คำปรึกษาอย่างต่อเนื่อง รวมถึงแนวทางในการสนับสนุนการทำงานของครู ให้กับผู้บริหารสถานศึกษาผ่านการอบรมที่เข้มข้น
คุณครูธนวุฒิ มากเจริญ โรงเรียนสาริกา จ.นครนายก หนึ่งในคุณครูที่เข้าร่วมโครงการมาอย่างต่อเนื่องและใช้โครงงานในการช่วยจัดการเรียนการสอนในช่วงโควิดเล่าว่า “ตั้งแต่โควิด-19 เข้ามาในช่วงแรกการเรียนออนไลน์ทำได้ยาก เพราะปัญหาอินเทอร์เน็ตและอุปกรณ์ของนักเรียนที่มีจำกัด การสอนแบบโครงงานจึงเป็นรูปแบบหนึ่งที่มีส่วนสำคัญในการเรียนการการสอนในช่วงโควิด แต่จำเป็นต้องปรับเนื้อหากิจกรรมและอุปกรณ์ในการทำกิจกรรมให้เหมาะสมกับความพร้อมของนักเรียน ในส่วนเนื้อหากิจกรรมจะต้องออกแบบเป็นอย่างดี ร้อยเรียงเนื้อหาให้เป็นขั้นตอน และมีวัตถุประสงค์ที่ชัดเจน  โดยจะสื่อสารกับนักเรียนในรูปแบบ VDO Clip ส่งให้นักเรียนผ่าน

Read More

4 เทรนด์การศึกษา เตรียมนักเรียนอย่างไรในโลกยุค 4.0

บริบทของภาคการศึกษากำลังพลิกจากหน้ามือเป็นหลังมือ ระบบการศึกษารูปแบบใหม่ได้มุ่งเน้นให้ผู้เรียนประสบความสำเร็จในชีวิต ไม่ใช่ในห้องสอบ ทำให้เราต้องให้ความสำคัญกับการเรียนรู้เฉพาะบุคคล ความสามารถในการใช้เทคโนโลยีได้อย่างคล่องแคล่ว และการพัฒนาตัวเองอย่างต่อเนื่อง
ผลวิจัยจาก McKinsey Digital เปิดเผยว่า จากการปฏิวัติอุตสาหกรรมครั้งที่ 4 หรืออุตสาหกรรมยุค 4.0 ทำให้อาชีพกว่า 60% มีเนื้องาน 1 ใน 3 เป็นงานที่สามารถทำแบบอัตโนมัติได้ การปฏิวัติครั้งนี้ส่งผลต่อทักษะที่จำเป็นในอนาคตของนักเรียนอย่างยิ่ง โดยในปี พ.ศ. 2559 สภาเศรษฐกิจโลก (World Economic Forum :WEF) มีรายงานที่กล่าวถึงทักษะที่จะเป็นสิ่งจำเป็นในอนาคตอันใกล้ ได้แก่ ทักษะการแก้ปัญหาที่มีความซับซ้อน ทักษะการเข้าสังคม และทักษะกระบวนการ ดังนั้นการศึกษายุค 4.0 จึงต้องปรับตัวตามยุคสมัย โดยเริ่มต้นที่ความเข้าใจถึงสิ่งจำเป็นสำหรับเด็กจบใหม่ในอนาคต และนี่คือ 4 ตัวอย่างสิ่งใหม่ ๆ ที่มาพร้อมกับการศึกษายุค 4.0

 ระยะเวลาและอิสระในการศึกษา

ผู้เรียนมีอิสระที่จะเรียนรู้ที่ไหน

Read More

คณิตศาสตร์สำหรับทุกคน

ห้องเรียนคณิตศาสตร์ที่คุ้นเคย

หากลองนึกย้อนกลับไปในวัยเด็ก ห้องเรียนคณิตศาสตร์ของหลาย ๆ คนคงมีภาพเคยชินที่คล้ายกัน คือ การจำสูตร กฎ ทฤษฎี การทำตามตัวอย่าง หากใครสามารถแก้ปัญหาโจทย์ในหนังสือเรียนและทำข้อสอบได้ นับว่าประสบความสำเร็จในการเรียนคณิตศาสตร์ ถึงแม้ว่าจะไม่เข้าใจถึงเหตุผลในการเลือกใช้สูตร วิธีคิด หรือที่มาของสูตร ทำให้นักเรียนต้องท่องจำสูตรจำนวนมากด้วยความไม่เข้าใจ ยิ่งเข้าสู่ชั้นเรียนในระดับที่สูงขึ้น ยิ่งต้องจำสูตรและวิธีการแก้โจทย์มากขึ้น และทำโจทย์จำนวนมากเพื่อให้จำได้และเกิดความเคยชิน ในวิชาคณิตศาสตร์ครูมักจะบอกว่าวันนี้จะเรียนเรื่องอะไร และเริ่มการสอนด้วยการเขียนสูตรบนกระดาน เมื่ออธิบายสูตรจบ ก็จะตามมาด้วยโจทย์ตัวอย่างพร้อมวิธีคิดที่ใช้สูตรนั้น ๆ หลังจากนั้นครูก็จะให้นักเรียนทำโจทย์เพิ่ม โดยโจทย์ใหม่มีรูปแบบวิธีคิดการใช้สูตรที่คล้ายเดิม เพื่อฝึกฝนให้นักเรียนเข้าใจวิธีการนำสูตรไปใช้ ในการสอนคณิตศาสตร์ด้วยการบรรยายบทบาทของครูมักเป็นผู้ส่งสารและนักเรียนเป็นผู้รับสารเท่าที่ครูบอกในห้องเรียน ทำให้เป็นเรื่องยากสำหรับนักเรียนในการมองเห็นคุณค่าของคณิตศาสตร์นอกห้องเรียน คณิตศาสตร์จึงเป็นศาสตร์ที่นักเรียนหลายคนเข้าใจว่าเรียนไปเพื่อนำไปสอบเลื่อนชั้นเท่านั้น และนักเรียนหลายคนอาจมีคำถามว่าเรียนคณิตศาสตร์ไปเพื่ออะไร ในชีวิตจริงก็ไม่จำเป็นต้องใช้ ซึ่งแท้ที่จริงแล้วคณิตศาสตร์อยู่รอบตัวในชีวิตประจำวันของทุกคน เพียงแต่วิธีการสอนในห้องเรียนด้วยวิธีการบรรยายยังไม่เอื้อต่อการมองเห็นความเชื่อมโยงระหว่างโลกแห่งคณิตศาสตร์และโลกของชีวิตประจำวันเท่านั้น ดังเช่นตัวอย่างด้านล่าง
“โต๊ะสี่เหลี่ยม 1 ตัว นั่งได้ 4 คน หากต้องการจัดโต๊ะรับประทานอาหารร่วมกันโดยนำโต๊ะมาต่อกันเป็นแนวยาว 1 แถวจะนั่งได้กี่คน?”
จากโจทย์ข้างต้น หากเป็นการสอนคณิตศาสตร์ด้วยการบรรยาย ครูจะสอนสูตรที่ใช้ในการแก้โจทย์แล้วให้นักเรียนแทนค่าตัวเลขต่าง ๆ ในสูตร

Read More

ครูไทยปรับตัวปรับใจอย่างไรในยุคโควิด-19

ปีครึ่งแล้วที่เราอยู่กับโควิด แรกเริ่มเราหวังว่าถ้าอดทนเพียงไม่กี่สัปดาห์ งดออกจากบ้าน เลื่อนเปิดโรงเรียน แล้วโควิดจะหายไป  แต่เมื่อสถานการณ์ยังไม่ดีขึ้น จึงถึงเวลาแล้วที่เราต้องปรับมุมมอง ปรับแผนการทำงาน และลองคิดใหม่ว่าหากโควิดยังอยู่กับเราไปอีกสักระยะ นักเรียน ผู้ปกครอง และครูจะต้องปรับตัวปรับใจอย่างไร เพื่อให้กระบวนการการเรียนรู้ยังดำเนินต่อไปได้ โดยไม่เกิดภาวะการเรียนรู้ถดถอยหรือเกิดความเครียดมากจนเกินไป
มูลนิธีคีนันแห่งเอเซียได้รับฟังปัญหาจากครูในพื้นที่ขาดโอกาสทางการศึกษาที่ไม่สามารถสอนออนไลน์ได้  และเราได้รวบรวมแนวทางการแก้ปัญหาของครูไทยและต่างประเทศเพื่อหาทางออกให้การศึกษาไทย  เราตระหนักว่าความเป็นอยู่และสภาพจิตใจของนักเรียน ผู้ปกครอง และครูในท้องถิ่นมีผลกระทบต่อคุณภาพการเรียนการสอน   ท้ายที่สุดแล้ว นักเรียนไทยต้องการตัวเลือกที่หลากหลายและแนวทางการแก้ปัญหาที่เหมาะสมกับบริบทในพื้นที่  นโยบายจากส่วนกลางเพียงอย่างเดียวไม่อาจเพียงพอ ทำให้ภาคเอกชนกลายเป็นส่วนสำคัญในการผลักดันให้นักเรียน ผู้ปกครอง และครูผ่านวิกฤตครั้งนี้
เรียนออนไลน์ หลากหลายช่องทาง
กระทรวงศึกษาธิการได้เสนอช่องทางการเรียนการสอนเพื่อตอบสนองปัญหาความเหลื่อมล้ำทางการเรียนออนไลน์ ได้แก่ การเรียน On Air, Online, On-Demand, On-Hand และ On-Site แต่ในกลุ่มที่ขาดโอกาสในการเข้าถึงอุปกรณ์และเครื่องมือการสอน ตัวเลือก  On-Hand   หรือการสอนผ่านใบงานและหนังสือเรียนจึงเป็นทางเลือกเดียวที่เหลืออยู่ ซึ่งในบางพื้นที่ที่มีการระบาดหนักทำให้การรับ-ส่งใบงานไม่สามารถทำได้ ส่งผลให้การเรียนรู้ต้องหยุดชะงัก
จากข้อจำกัดดังกล่าว ครูไทยจึงต้องคิดค้นวิธีสอนอื่น ๆ เพื่อทดแทนการเรียนออนไลน์ เช่น สอนผ่านวิทยุ  หรือตัดต่อวิดิโอให้เป็นไฟล์เล็ก

Read More

สะเต็มศึกษา เพิ่มพูนทักษะแห่งศตวรรษที่ 21 ของครูและนักเรียน

Dau Van Nga เป็นครูสอนฟิสิกส์ เทคโนโลยี และสารสนเทศ ที่โรงเรียน Xuan La ในเขต Tay Ho กรุงฮานอย ประเทศเวียดนาม 17 ปีก่อน เมื่อคุณ Nga เริ่มอาชีพครูใหม่ ๆ เธอเกือบล้มเลิกความตั้งใจอยู่หลายครั้ง เนื่องจากอุปสรรคที่ถาโถมเข้ามา ทั้งปริมาณงาน ตัวหลักสูตร สภาพแวดล้อม หรือแม้กระทั่งการรับมือกับนักเรียน แต่ด้วยความปรารถนาที่จะสร้างการเปลี่ยนแปลงให้กับคนรุ่นใหม่ ทำให้คุณ Nga ยังคงประกอบอาชีพครูมาจนถึงปัจจุบัน ความมุ่งมั่นที่จะแบ่งปันความรักในวิชาวิทยาศาสตร์นั้นเป็นเชื้อไฟให้เธอก้าวต่อ กระทั่งได้มารู้จักกับสะเต็มศึกษา (STEM) ซึ่งย่อมาจากคำว่าวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี วิศวกรรมศาสตร์ และคณิตศาสตร์ รูปแบบการศึกษานี้เน้นการบูรณาการองค์ความรู้จากหลากหลายศาสตร์เข้ากับชีวิตประจำวัน ซึ่งตรงกับความต้องการของคุณ Nga พอดี
“ตลอด 17 ปีที่ผ่านมา เราศึกษาและลองใช้สื่อการสอนรูปแบบใหม่อยู่เสมอ นับว่าโชคดีมากที่ได้มาเจอมูลนิธิคีนันแห่งเอเซีย และเข้าร่วมโครงการโบอิ้งยกระดับการเรียนรู้ด้วยเทคโนโลยีในสถานศึกษา โครงการนี้ได้ถ่ายทอดความรู้ด้านวิทยาศาสตร์ วิธีการสอนที่เป็นระบบและให้ผลสัมฤทธิ์เป็นเลิศ เรามีโอกาสได้ลองสอนโดยใช้สะเต็มศึกษาจริง

Read More