ความท้าทายของการเพิ่มประสิทธิภาพวัคซีนป้องกันโควิด-19

การที่วัคซีน COVID-19 ได้รับการพัฒนาทั่วโลกในระยะเวลาอันสั้น จึงเป็นสิ่งที่ทั่วโลกจับจ้องถึงความปลอดภัยและประสิทธิภาพของวัคซีน ซึ่งคนไทยจำนวนหนึ่งเองก็ยังวิตกกังวลกับเรื่องนี้ จากผลสำรวจความคิดเห็นโดยมหาวิทยาลัยสวนดุสิต พบว่า 83% ของผู้ตอบแบบสอบถามในประเทศไทย (ทั้งหมด 1,570 คน) กังวลเกี่ยวกับผลข้างเคียงของวัคซีน COVID-19 ในขณะที่คนไทย 66% ต้องการรับวัคซีนและรับทราบข้อมูลเกี่ยวกับปฏิกิริยาที่มักพบบ่อยหลังรับวัคซีนแล้ว ในขณะที่ 14% ไม่ต้องการรับวัคซีนเลยและไม่สนใจข้อมูลที่เกี่ยวข้อง ซึ่งความเชื่อมั่นเช่นนี้มีผลต่อการฉีดวัคซีนทั้งในระดับบุคคลและภาพรวมงานสาธารณสุข
เมื่อไวรัสโคโรนาที่เป็นสาเหตุของ COVID-19 เริ่มแพร่กระจายช่วงแรก แทบไม่มีใครมีภูมิคุ้มกันเลย แต่เวลานี้วัคซีนได้รับการพิสูจน์แล้วว่าเป็นเครื่องมือที่ทรงพลังในการต่อสู้กับโรคระบาดหากมีการฉีดวัคซีนอย่างกว้างขวางเพียงพอ ทั้งนี้ในวันที่ 18 กุมภาพันธ์ 2564 ได้มีการเปิดตัววัคซีนจาก 7 แหล่งผลิตที่แตกต่างกันและเริ่มทดลองใช้ในประเทศต่างๆ อีกทั้งยังทดสอบติดตามกับผู้สมัครใจรับวัคซีนมากกว่า 200 ราย
การเปิดตัววัคซีนของประเทศไทย
กระทรวงสาธารณสุขของไทยอนุมัติการฉีดวัคซีนครั้งแรกที่จะเริ่มในเดือนกุมภาพันธ์ 2564 และแบ่งออกเป็นแผนสามระยะ โดยเริ่มจากการฉีดวัคซีนให้กับบุคลากรทางการแพทย์และกลุ่มเสี่ยง เช่น ผู้สูงอายุ และผู้ที่มีภูมิคุ้มกันต่ำ ระยะแรกจะให้ยาสองล้านโดสครอบคลุมประชากรหนึ่งล้านคน คนละสองโดสเพื่อประสิทธิภาพที่ดีที่สุดของวัคซีน ระยะที่สองจัดอยู่ในช่วงเดือนพฤษภาคมถึงเดือนมิถุนายนโดยมีการวางแผน 26 ล้านโดสสำหรับผู้ที่อยู่ในกลุ่มเสี่ยง

อ่านเพิ่มเติม

แรงบันดาลใจสู่การเป็นผู้นำเยาวชน : การเดินทางของคนรุ่นใหม่บนเส้นทางแห่งผู้ประกอบการ

เหงียน ไท แอง (Nguyen Thai Anh) ฟรีแลนซ์วัย 22 ปี ช่วยดูแลกิจการรับซ่อมจักรยานยนต์ของครอบครัวในอำเภอเล็ก ๆ ชื่อเอียนฟ็อง ตั้งอยู่ในจังหวัดบั๊กนิญ ประเทศเวียดนาม ด้วยความรักที่คุณแองมีต่อครอบครัว ผลักดันให้เกิดความมุ่งมั่นที่จะขยายกิจการของที่บ้าน ประจวบกับที่คุณแองได้มาเจอกับโครงการพัฒนาทักษะความเป็นผู้นำและสร้างเครือข่ายเยาวชนอย่างโครงการผู้นำเยาวชนแห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (Young Southeast Asian Leader Initiative: YSEALI)” ในตอนนั้นคุณแองรู้สึกตื่นเต้นมาก เขายื่นใบสมัครทันทีโดยไม่ลังเล เพราะตรงกับปณิธานของเขาที่อยากจะพัฒนาเศรษฐกิจในชุมชนและลุกขึ้นมาสร้างการเปลี่ยนแปลง ด้วยแรงผลักดันผนวกกับความกระตือรือร้นในการแสวงหาความรู้ คุณแองจึงได้เข้ามาเป็นหนึ่งในตัวแทนเยาวชนของโครงการ YSEALI ในที่สุด
หนึ่งในหัวใจหลักของโครงการฯ คือ เสริมทักษะความเป็นผู้นำในเยาวชน และทักษะความเป็นพลเมืองในศตวรรษที่ 21 ซึ่งนับว่าเป็นอีกเหตุผลหนึ่งที่คุณแองเข้าร่วมโครงการนี้ เพราะเขาเองก็ตระหนักถึงความซับซ้อนของยุคโลกาภิวัตน์และความสำคัญของทักษะความเป็นผู้ประกอบการ (Entrepreneurship) วันแรกของการฝึกอบรมเน้นการพัฒนาทักษะการคิดวิเคราะห์ (Critical Thinking) โดยตัวแทนเยาวชนได้ทำกิจกรรมกลุ่ม เพื่อวิเคราะห์และอภิปรายถึงผลกระทบของโลกาภิวัตน์ต่อสังคมในมิติต่าง ๆ จากนั้นเจ้าหน้าที่ผู้ดำเนินโครงการได้ให้คำแนะนำแก่ตัวแทนเยาวชนในการพัฒนาโปรเจคตน โดยแต่ละโปรเจคต่อยอดจาก 4 ประเด็นสำคัญในยุคโลกาภิวัตน์ ได้แก่

อ่านเพิ่มเติม

ต้องพัฒนาศักยภาพบุคลากร เพื่อภาคธุรกิจโรงแรมเติบโตอย่างมั่นคง

“โรงแรมก็เริ่มเตรียมพร้อมปรับตัวหากทุกอย่างกลับสู่สภาวะปกติในอนาคต พนักงานในปัจจุบันต้องทำงานร่วมกันเป็นทีมเป็น เมื่อเจอสถานการณ์ที่ต่างจากที่เคยทำมาก่อน ก็ต้องคิดวิเคราะห์ให้ออกว่าจะร่วมกันแก้ไขปัญหาอย่างไร รวมถึงเมื่อคิดเป็นแล้วก็ต้องสื่อสารให้ได้อย่างเข้าใจ การเตรียมความพร้อมให้กับบุคลากรด้านธุรกิจโรงแรมถือเป็นสิ่งที่สำคัญมาก”
ในฐานะผู้จัดการฝ่ายฝึกอบรมและการเรียนรู้โรงแรมคอนราด กรุงเทพฯ คุณพิมพ์ณฎา รัฐกรเกียรติกุล ให้ความสำคัญกับการพัฒนาทักษะของบุคลากรของโรงแรมเป็นอันดับต้น ๆ ซึ่งคุณพิมพ์ณฎาได้กล่าวว่า “บุคลากรหลาย ๆ คนยังมีอุปสรรคที่ต้องพัฒนาทักษะในศตวรรษที่ 21 หลาย ๆ คนเข้าใจการทำงานในภาคบริการจะเป็นงาน Routine ที่ทำวนไปมา หากแต่ถ้าได้ฝึกคิดวิเคราะห์กับเนื้องานจริง ๆ พนักงานจะสามารถสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับตัวเองได้ ไม่ใช่รอเรียกหัวหน้างานมาคอยแก้ไขปัญหาอย่างเดียว จะสามารถนำสิ่งที่คิดและสื่อสารกับลูกค้าได้โดยตรงเลย และก็จะช่วยให้การบริการสร้างความพึงพอใจกับลูกค้าได้”
คุณพิมพ์ณฎา ถือเป็นหนึ่งในตัวแทนจากภาคธุรกิจโรงแรมที่เข้าร่วมโครงการ “เตรียมทักษะด้านบริการแก่เยาวชนไทยสู่การโรงแรม” ซึ่งได้รับการสนับสนุนงบประมาณจากมูลนิธิซิตี้ และดำเนินงานโดยมูลนิธิคีนันแห่งเอเซีย ภายใต้วัตถุประสงค์เพื่อมุ่งเสริมสร้างและพัฒนาทักษะที่จำเป็นแห่งศตวรรษที่ 21 ทักษะด้านการทำงานอย่างมีประสิทธิภาพ และความรู้เรื่องการบริหารการเงินส่วนบุคคลให้แก่เยาวชน เพื่อช่วยให้เยาวชนได้รับการจ้างงานที่มีคุณภาพและสามารถบรรลุเป้าหมายทางการเงินในระยะยาวได้ ในฐานะผู้เข้าร่วมโครงการฯ คุณพิมพ์ณฎา ก็ยังได้ร่วมพัฒนาหลักสูตรการฝึกอบรมของโครงการฯ เช่น หลักสูตรทักษะที่จำเป็นสำหรับศตวรรษที่ 21 เรื่องความคิดสร้างสรรค์และการแก้ไขปัญหาเชิงสร้างสรรค์ ซี่งสามารถนำมาปรับใช้ตามความเหมาะสมของแต่ละโรงแรมได้ และเป็นเหมือนการมาเติมเต็มในการพัฒนาทักษะการด้านการทำงานของพนักงานโรงแรมให้ดียิ่งขึ้น และพนักงานที่เข้าฝึกอบรมก็สามารถนำความรู้ไปปรับใช้สำหรับการทำงานจริงได้
นอกจากเรื่องทักษะในศตวรรษที่

อ่านเพิ่มเติม

เพราะแรงงานยุคใหม่ต้องมีทักษะให้ตรงจุด

“พนักงานระดับปฎิบัติการในภาพรวมยังขาดทักษะการคิดเชิงวิเคราะห์และการแก้ไขปัญหา ทำให้เวลาเจอสถานการณ์ที่ต่างจากที่เคยทำมาก่อนจะทำงานไม่ได้ ต้องรอถามหัวหน้าอย่างเดียว ทำให้แรงงานคนไทยเสียเปรียบแรงงานต่างชาติที่เข้ามาหางานในเมืองไทยค่อนข้างมาก หากเรายกระดับทักษะการคิดเชิงวิเคราะห์และการแก้ไขปัญหา ภาวะผู้นำ รวมถึงการสื่อสารอย่างมีประสิทธิภาพให้ดีได้ เราจะสามารถมอบความพึงพอใจสูงสุดให้กับลูกค้าของเราได้อย่างเห็นได้ชัด” มุมมองจาก คุณพรรณิดา เพ็งพิกุล เกี่ยวกับทักษะสำคัญที่แรงงานยุคปัจจุบันต้องเร่งพัฒนาตนเอง
คุณพรรณิดา เพ็งพิกุล หรือคุณหญิง ปัจจุบันดำรงตำแหน่ง Talent & Culture Manager โรงแรมโนโวเทล กรุงเทพ สุขุมวิท 20 (NOVOTEL BANGKOK SUKHUMVIT 20) และเป็นหนึ่งในตัวแทนจากภาคธุรกิจโรงแรมเข้าร่วมโครงการ “เตรียมทักษะด้านบริการแก่เยาวชนไทยสู่การโรงแรม” ดำเนินการโดยมูลนิธิคีนันแห่งเอเซีย ภายใต้งบประมาณสนับสนุนจากมูลนิธิซิตี้ โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อมุ่งเสริมสร้างและพัฒนาทักษะที่จำเป็นแห่งศตวรรษที่ 21 ทักษะด้านการทำงานอย่างมีประสิทธิภาพ และความรู้เรื่องการบริหารการเงินส่วนบุคคลให้แก่เยาวชนที่มีรายได้น้อย เพื่อช่วยให้เยาวชนได้รับการจ้างงานที่มีคุณภาพและสามารถบรรลุเป้าหมายทางการเงินในระยะยาวได้ โดยคุณหญิงเป็นหนึ่งในทีมงานที่ได้ร่วมพัฒนาหลักสูตรการฝึกอบรมของโครงการฯ กับคีนัน โดยเน้นเนื้อหาเกี่ยวกับทักษะด้านต่าง ๆ ที่เยาวชนต้องเร่งพัฒนา โดยเฉพาะทักษะที่จำเป็นสำหรับศตวรรษที่ 21 หรือทักษะ 4C
คุณหญิง เล่าเพิ่มเติมว่า พนักงานระดับปฎิบัติการในภาพรวมยังขาดทักษะการคิดเชิงวิเคราะห์และการแก้ไขปัญหา

อ่านเพิ่มเติม

ชุมชนแห่งนี้ยังคงแน่นแฟ้นเสมอ

น้องเล็ก ศมนธร * เป็นนักเรียนจากจังหวัดนราธิวาส  ซึ่งได้เข้าร่วมโครงการชุมชนฮาราปัน ภายใต้การสนับสนุนงบประมาณโครงการจากองค์การเพื่อการพัฒนาระหว่างประเทศของสหรัฐอเมริกา (USAID) ในปี พ.ศ.2562 โดยโครงการชุมชนฮาราปันจัดตั้งขึ้นภายใต้วัตถุประสงค์เพื่อดำเนินกิจกรรมสานสัมพันธ์และการพัฒนาพื้นที่ท้องถิ่นพหุวัฒนธรรม และน้องเล็กก็ทำหน้าที่เป็นผู้นำเยาวชนเพื่อเชื่อมโยงผู้คนที่มีภูมิหลังทางศาสนาที่แตกต่างกัน ทั้งชาวพุทธและมุสลิม ให้มีส่วนร่วมเพื่อพูดคุยและแลกเปลี่ยนเรียนรู้ ก่อให้เกิดเป็นความสามัคคีร่วมกัน และสร้างบรรยากาศแห่งความไว้วางใจซึ่งกันและกัน กิจกรรมตัวอย่างภายใต้โครงการชุมชนฮาราปัน ได้แก่ โครงการพัฒนาชุมชนศึกษาธรรมชาติป่าพรุสิรินธร (ป่าพรุโต๊ะแดง) โดยน้องเล็ก ได้ทำหน้าที่เป็นผู้ประสานงานร่วมกับครู ผู้นำชุมชน และผู้นำศาสนา เพื่อชวนให้คนในชุมชนมาร่วมกิจกรรม
อย่างไรก็ตามเมื่อโรคโควิด-19 เกิดการแพร่ระบาดทั่วโลก ประเทศไทยจึงจำเป็นต้องเข้าสู่มาตรการล็อคดาวน์ กิจกรรมของโครงการชุมชนฮาราปันจำเป็นต้องหยุดชะงักลง เพราะโครงการชุมชนฮาราปันเน้นการมีส่วนร่วมระหว่างบุคคล ที่มีพื้นฐานทางวัฒนธรรมที่หลากหลาย ดังนั้น เมื่อมีประกาศจากรัฐบาล โรงเรียน ร้านค้า และสถานที่ทำงาน จึงจำเป็นต้องปิดชั่วคราว  ส่งผลให้ ครู ผู้นำชุมชน และ ผู้นำศาสนา ที่มีบทบาทสำคัญในการสนับสนุนงานโครงการ ต้องกักตัวเองอยู่ที่บ้าน และหยุดกิจกรรมทั้งหมด
อย่างไรก็ตาม อุปสรรคจากโรคระบาดดังกล่าวก็ไม่ได้ทำให้โครงการชุมชนฮาราปันต้องปิดตัวถาวรแต่อย่างใด เพราะทีมงานทั้งหมดได้ร่วมกันคิดหาวิธีปรับเปลี่ยนรูปแบบกิจกรรมเพื่อให้โครงการ ยังสามารถดำเนินต่อได้ และได้นำโปรแกรมการเรียนรู้แบบออนไลน์มาใช้

อ่านเพิ่มเติม

เตรียมพร้อมทักษะเพื่ออนาคตที่ดีกว่า

แสงแห่งความหวังของการพัฒนาชุมชนในประเทศไทย
กว่า 7 ปีที่ผ่านมา คุณมัตติกา วงษ์งาม อาศัยอยู่ในบ้านหลังเล็ก ๆ ริมฝั่งคลองสายหนึ่งจากทั้งหมดกว่า 1,682  คลองที่แตกแขนงออกมาตามเส้นแม่น้ำเจ้าพระยา คุณมัตติกามีที่อยู่อาศัยตามแนวริมฝั่งคลอง เช่นเดียวกับคนกรุงเทพฯอีกหลายๆคน ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความเป็นอยู่ของคนไทยเมื่อครั้งในอดีตที่กรุงเทพ ฯ เคยได้รับการขนานนามว่าเป็นเมือง ‘เวนิสแห่งตะวันออก’
สมาชิกในชุมชนเดียวกันกับคุณมัตติกาอาศัยอยู่อย่างเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน ชุมชนนี้มีชื่อว่าบ่อฝรั่งริมน้ำ อย่างไรก็ตาม เมื่อไม่นานมานี้ ทางชุมชนต้องเผชิญกับข้อพิพาททางข้อกฏหมายและปัญหาสิ่งแวดล้อม ประการแรกคือที่ตั้งของชุมชนเกิดปัญหาในการรุกล้ำพื้นที่ของบริษัทเอกชนแห่งหนึ่ง และประการที่สองคือบ้านหลายหลังถูกสร้างขึ้นสำหรับอยู่อาศัยเพียงชั่วคราว บางหลังตั้งอยู่ริมชายฝั่ง และบางหลังยื่นออกไปในน้ำ โดยมีเพียงไม้ค้ำยันโครงสร้างบ้านไว้ ซึ่งไม่มั่นคงและมีความเสี่ยงจากการถูกน้ำท่วมเป็นอย่างมาก
ด้วยเหตุผลด้านความความปลอดภัยและข้อพิพาททางกฏหมาย สมาชิกชุมชนบ่อฝรั่งริมน้ำกว่าพันคนจึงต้องรวมตัวกันเพื่อเปลี่ยนแปลงปัญหาที่เกิดขึ้น แต่ก็ยังถือว่ามีโชคดีอยู่บ้าง เพราะภาครัฐได้ยื่นมือเข้ามาช่วยเจรจากับบริษัทผู้เป็นเจ้าของที่ดิน และช่วยกันสร้างที่อยู่อาศัยที่มีคุณภาพให้คนในพื้นที่ด้วยราคาที่สามารถเอื้อมถึงได้
ภายใต้ข้อตกลงก็คือ บริษัทฯจะสร้างโครงการบ้านทาวน์เฮ้าส์และคอนโดมิเนียมให้ใหม่บนพื้นดินที่ยกสูงขึ้นและปลอดภัยจากการกัดเซาะของระดับน้ำในคลอง สมาชิกชุมชนจะได้รับโอกาสกู้ยืมเงินจากสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน ซึ่งเป็นหน่วยงานของรัฐเพื่อสนับสนุนเงินกู้ยืมซื้ออสังหาริมทรัพย์ เป็นจำนวน 150,000 – 300,000 บาท โดยมีระยะเวลาผ่อนชำระ 15 ปี โดยปกติแล้วราคาซื้อขายบ้านจะอยู่ที่ 700,000 บาท แต่ทางรัฐบาลและบริษัทเจ้าของที่ดิน มีการทำข้อตกลงร่วมกันเพื่อที่จะสนับสนุนค่าใช้จ่ายกว่าครึ่งให้แก่คุณมัตติกาและสมาชิกคนอื่น

อ่านเพิ่มเติม

เส้นทางสู่ร้านกาแฟในฝัน

เมื่อวันอาทิตย์ วันสุดท้ายของสัปดาห์วนกลับมาอีกครั้ง เป็นวันที่คุณณัฐพร หรือ กีต้าร์ เหน็ดเหนื่อยจากการใช้ชีวิตอย่างหนักมาทั้งสัปดาห์ เพราะนอกจากที่เธอเรียนควบคู่ไปกับการทำงานแล้ว กีต้าร์ ยังเป็นคุณแม่เลี้ยงเดี่ยวที่ต้องเลี้ยงดูน้องนาวา เด็กชายวัย 3 ขวบอีกด้วย จนบางครั้งแทบจะไม่มีเวลาพักผ่อน
“ฉันเรียน ทำงาน และเลี้ยงลูกไปด้วย ฉันทำทุกอย่างด้วยตัวเอง” กีต้าร์ หญิงสาววัย 19 ปีกล่าว
ขณะนี้ กีต้าร์กำลังศึกษาในระดับปริญญาตรี คณะมนุษย์ศาสตร์ เอกภาษาอังกฤษ ที่มหาวิทยาลัยรามคำแหง วิทยาเขตกรุงเทพ ฯ.
กีต้าร์กล่าวว่า “ก่อนหน้านี้ฉันไม่มีโอกาสที่จะได้รับการศึกษาในโรงเรียนดี ๆ ดังนั้น ฉันจึงอยากพัฒนาความรู้และเพิ่มทักษะต่าง ๆ โดยเฉพาะด้านการสื่อสาร เพราะว่าฉันอยากจะมีธุรกิจเป็นของตัวเองในอนาคต”
เมื่อถึงวันอาทิตย์ วันที่เธอสามารถหยุดพักผ่อนอยู่ที่บ้านกับน้องนาวา แม่ และยายของเธอ แต่เธอกลับเลือกที่จะใช้เวลามาเข้าร่วมอบรมกับโครงการฯ เพื่อเรียนรู้ทักษะใหม่ ๆ แทน
กีตาร์เป็นหนึ่งในผู้เข้าร่วมอบรมรุ่นที่ 1 จากทั้งหมด 37 คน ภายใต้โครงการ

อ่านเพิ่มเติม

การร่วมมือกันสร้างโรงงานที่ปลอดภัยและมีจรรยาบรรณ

ไม่ใช่เรื่องง่ายสำหรับ Phan Thai Van ที่จะโน้มน้าวผู้จัดการของ Unigen Vietnam ให้หยุดผลิตสินค้าเป็นเวลา 90 นาที เพื่อให้คนงานและผู้จัดการได้เรียนรู้เกี่ยวกับระเบียบมาตรฐานแรงงานระหว่างประเทศ และในท้ายที่สุดแล้วผลผลิตจะถูกวัดในรูปแบบของผลลัพธ์ หรือเรียกสั้นๆว่า เวลาคือเงิน
“นี่เป็นครั้งแรกของโครงการรูปแบบนี้ที่ได้รับการจัดระเบียบที่นี่” Mrs.Van อายุ 35 ปี จาก Ninh Binh กล่าว “โรงงานถูกขับเคลื่อนโดยการผลิต ดังนั้นจึงเป็นเรื่องใหญ่สำหรับลูกจ้างที่จะหยุดทำงานและเข้าร่วมกิจกรรม”
อย่างไรก็ตาม ในฐานะผู้จัดการฝ่ายพัฒนาทรัพยากรบุคคลของโรงงาน Mrs. Van ตระหนักดีว่าสถานที่ทำงานที่มีความยุติธรรมและมีจรรยาบรรณนั้นเป็นสิ่งสำคัญในการเติบโตอย่างยั่งยืนของ Unigen Vietnam จากการตั้งอยู่ในเขตนิคมอุตสาหกรรมบัคนิน (Bac Ninh industrial zone) Mrs.Van พยายามสร้างความรู้พื้นฐานเกี่ยวกับอาชีวอนามัยและความปลอดภัยเพื่อส่งเสริมความสัมพันธ์ระหว่างคนงานและผู้บริหารเกี่ยวกับประเด็นต่างๆ เช่น ค่าจ้างที่ไม่เป็นธรรม การทำงานล่วงเวลาที่มากเกินไป และมาตรฐานความปลอดภัยที่ไม่เพียงพอ
ในบ่ายวันจันทร์ แทนที่การรายงานตัวในโรงงาน คนงาน 135 คนอยู่ในห้องที่มีโต๊ะเหล็กตัวยาวพร้อมกับความสะดวกสบาย บางคนถอดหมวกของเขาออก ไม่นานเสียงตะโกนและเสียงหัวเราะก็สะท้อนออกมาจากผนัง

อ่านเพิ่มเติม

เพราะเราไม่อยากเห็นกลุ่มผู้สูงวัยต้องถูกทอดทิ้งเพียงลำพังอีกต่อไป

ท่ามกลางสภาวะทางสังคมเปลี่ยนแปลงและจำนวนผู้สูงในประเทศที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว การทำงานของอาสาสมัครสาธารณสุขชุมชน ที่ต้องทำงานอย่างใกล้ชิดเพื่อดูแลผู้สูงอายุจึงมีส่วนสำคัญเป็นอย่างมาก แต่การดูแลผู้สูงอายุอย่างมีคุณภาพจะไม่สามารถทำได้เลย ถ้าอาสาสมัครเหล่านี้ขาดองค์ความรู้และไม่มีอุปกรณ์ทางการแพทย์ที่จำเป็น
คุณวาสนา ตาดทอง รับหน้าที่อาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน ในจังหวัดอุบลราชธานี และเป็นผู้มีส่วนร่วมสำคัญในการช่วยเหลือผู้ด้อยโอกาสและผู้สูงอายุในชุมชน อย่างไรก็ตามการขาดองค์ความรู้ที่ทันสมัยต่อสถานการณ์ปัจจุบัน รวมไปถึงอุปกรณ์ทางการแพทย์ที่จำเป็นก็ส่งผลให้การทำงานของอาสาสมัครแต่ละคนต่างก็พบเจออุปสรรคอยู่บ้าง
ย้อนกลับไปเมื่อปี พ.ศ.2559 เมื่อคีนันฯ และมูลนิธิไฟเซอร์ ริเริ่มโครงการ “ไฟเซอร์ รู้-เฒ่า-ทัน-สุข” ภายใต้วัตถุประสงค์เพื่อช่วยเหลือผู้สูงวัย ให้มีกายฟิต จิตดี มีออม เหล่าอาสาสมัครสาธารณสุขชุมชนก็ได้รับการฝึกอบรม รวมถึงจัดหาอุปกรณ์ทางการแพทย์ที่จำเป็น ทำให้คุณวาสนาได้มีโอกาสนำความรู้ที่ได้รับมาเพื่อไปช่วยเหลือผู้สูงวัยในชุมชนได้อย่างใกล้ชิดมากยิ่งขึ้น
คุณวาสนาเล่าว่า ตัวอย่างงานที่คุณวาสนาภาคภูมิใจคือ กรณีของคุณยายท่านหนึ่งที่มีอายุ 93 ปี และต้องอาศัยอยู่ในบ้านเพียงลำพัง คุณยายท่านนี้ดำรงชีวิตด้วยเงินจากรัฐบาลเพียงจำนวน 1,400 บาทต่อเดือน หรือเพียง 47 บาทต่อวัน คุณวาสนาจึงได้เข้ามาช่วยเหลือโดยการติดต่อกับโรงพยาบาลท้องถิ่น และหน่วยงานส่งเสริมสุขภาพของตำบลเพื่อให้คุณยาย ได้รับการดูแลสุขภาพที่ถูกวิธีและไม่ถูกทอดทิ้งให้อยู่โดดเดี่ยว
“ตอนนี้คุณยายสุขภาพดีขึ้น เรารู้สึกภูมิใจ ที่ได้ดูแลและช่วยให้คุณยายมีชีวิตที่ดีขึ้น” คุณวาสนากล่าวด้วยน้ำเสียงที่มีความสุข”
การมีกลุ่มอาสาสมัครฯ เข้าช่วยเหลือชุมชนถือเป็นจุดเริ่มต้นที่ดีให้กับกลุ่มผู้สูงวัยได้คุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น สามารถอยู่ร่วมกันเป็นสังคมที่อบอุ่นและมีความสุข นอกจากนี้กลุ่มอาสาสมัครฯ ยังได้ช่วยจัดงานสังสรรค์ในชุมชนอย่างน้อยเดือนละหนึ่งครั้ง

อ่านเพิ่มเติม

เพราะงานสาธารณสุข คือการสร้างให้เป็นสังคมสุขภาพดีและอยู่ร่วมกันอย่างมีความสุข

เป็นเรื่องที่น่ายินดีอย่างยิ่งหากเราทุกคนสามารถเริ่มต้นออมเงินได้ตั้งแต่อายุยังน้อยและสามารถมีเงินออมที่มั่งคั่งในวัยเกษียณ แต่เราก็ต้องมีระเบียบวินัยอย่างมากที่จะอดทนสะสมเงินทีละเล็กละน้อย เป็นระยะเวลาหลายปี ในด้านสุขภาพก็เช่นเดียวกัน การรู้จักเลือกบริโภคอาหารที่มีคุณค่าโภชนการเหมาะสม ควบคู่กับการออกกำลังกายและดูแลสุขภาพในองค์รวม ย่อมทำให้ชีวิตในวัยเกษียณมีคุณภาพและมีความสุข
ความรู้ในการดูแลตนเองอาจฟังดูเป็นเรื่องง่ายๆ แต่หลายๆคนก็ประสบปัญหาในการสร้างให้เกิดเป็นนิสัยเช่นเดียวกับเรื่องราวของคุณผกาวรรณ กองพร เจ้าหน้าที่สาธารณสุข สำนักงานสาธารณสุข อำเภอเมือง จังหวัดอุบลราชธานี ซึ่งคุณผกาวรรณ ก็ได้ยอมรับว่า “การฝึกฝนตนเองนั้นคือเรื่องที่ยากที่สุด”
คุณผกาวรรณ ทำหน้าที่รับผิดชอบการดูแลสุขภาพ รวมถึงให้ความรู้ด้านแพทย์ทางเลือก ให้กับประชาชนในพื้นที่อำเภอเมือง ของจังหวัดอุบลราชธานี โดยคุณผกาวรรณ ต้องทำงานเพื่อช่วยเหลือกลุ่มประชากรที่มีความเสี่ยง เช่น ติดยาเสพติด และกลุ่มเด็กที่มีความบกพร่องทางจิต
แม้จะเป็นผู้ให้การช่วยเหลือผู้อื่นอยู่เสมอ แต่บางครั้งคุณผกาวรรณก็กลับลืมนึกถึงสุขภาพของตัวเอง
อย่างไรก็ตามก็เริ่มมีเรื่องราวดีๆเกิดขึ้นในปี พ.ศ. 2560 เมื่อคีนันฯ และมูลนิธิไฟเซอร์ จับมือริเริ่มโครงการ “ไฟเซอร์ รู้-เฒ่า(เท่า)-ทัน-สุข” ด้วยความมุ่งหวังที่ต้องการช่วยให้ประชากรกลุ่มสูงวัย และกลุ่มก่อนสูงวัย ได้รับความรู้ด้านสุขภาพกาย สุขภาพจิตและการบริหารจัดการเงิน โดยโครงการฯ ได้ทำการคัดเลือกเจ้าหน้าที่ ด้านสาธารณสุข รวมถึงคุณผกาวรรณ เพื่อให้ทำหน้าที่คอยดูแลสุขภาพของคนในชุมชนให้ทั่วถึง และสร้างให้เกิดเป็นการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมในเชิงบวก
เมื่อได้เริ่มฝึกอบรมกับโครงการฯ คุณผกาวรรณ

อ่านเพิ่มเติม