ต้องพัฒนาศักยภาพบุคลากร เพื่อภาคธุรกิจโรงแรมเติบโตอย่างมั่นคง

“โรงแรมก็เริ่มเตรียมพร้อมปรับตัวหากทุกอย่างกลับสู่สภาวะปกติในอนาคต พนักงานในปัจจุบันต้องทำงานร่วมกันเป็นทีมเป็น เมื่อเจอสถานการณ์ที่ต่างจากที่เคยทำมาก่อน ก็ต้องคิดวิเคราะห์ให้ออกว่าจะร่วมกันแก้ไขปัญหาอย่างไร รวมถึงเมื่อคิดเป็นแล้วก็ต้องสื่อสารให้ได้อย่างเข้าใจ การเตรียมความพร้อมให้กับบุคลากรด้านธุรกิจโรงแรมถือเป็นสิ่งที่สำคัญมาก”
ในฐานะผู้จัดการฝ่ายฝึกอบรมและการเรียนรู้โรงแรมคอนราด กรุงเทพฯ คุณพิมพ์ณฎา รัฐกรเกียรติกุล ให้ความสำคัญกับการพัฒนาทักษะของบุคลากรของโรงแรมเป็นอันดับต้น ๆ ซึ่งคุณพิมพ์ณฎาได้กล่าวว่า “บุคลากรหลาย ๆ คนยังมีอุปสรรคที่ต้องพัฒนาทักษะในศตวรรษที่ 21 หลาย ๆ คนเข้าใจการทำงานในภาคบริการจะเป็นงาน Routine ที่ทำวนไปมา หากแต่ถ้าได้ฝึกคิดวิเคราะห์กับเนื้องานจริง ๆ พนักงานจะสามารถสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับตัวเองได้ ไม่ใช่รอเรียกหัวหน้างานมาคอยแก้ไขปัญหาอย่างเดียว จะสามารถนำสิ่งที่คิดและสื่อสารกับลูกค้าได้โดยตรงเลย และก็จะช่วยให้การบริการสร้างความพึงพอใจกับลูกค้าได้”
คุณพิมพ์ณฎา ถือเป็นหนึ่งในตัวแทนจากภาคธุรกิจโรงแรมที่เข้าร่วมโครงการ “เตรียมทักษะด้านบริการแก่เยาวชนไทยสู่การโรงแรม” ซึ่งได้รับการสนับสนุนงบประมาณจากมูลนิธิซิตี้ และดำเนินงานโดยมูลนิธิคีนันแห่งเอเซีย ภายใต้วัตถุประสงค์เพื่อมุ่งเสริมสร้างและพัฒนาทักษะที่จำเป็นแห่งศตวรรษที่ 21 ทักษะด้านการทำงานอย่างมีประสิทธิภาพ และความรู้เรื่องการบริหารการเงินส่วนบุคคลให้แก่เยาวชน เพื่อช่วยให้เยาวชนได้รับการจ้างงานที่มีคุณภาพและสามารถบรรลุเป้าหมายทางการเงินในระยะยาวได้ ในฐานะผู้เข้าร่วมโครงการฯ คุณพิมพ์ณฎา ก็ยังได้ร่วมพัฒนาหลักสูตรการฝึกอบรมของโครงการฯ เช่น หลักสูตรทักษะที่จำเป็นสำหรับศตวรรษที่ 21 เรื่องความคิดสร้างสรรค์และการแก้ไขปัญหาเชิงสร้างสรรค์ ซี่งสามารถนำมาปรับใช้ตามความเหมาะสมของแต่ละโรงแรมได้ และเป็นเหมือนการมาเติมเต็มในการพัฒนาทักษะการด้านการทำงานของพนักงานโรงแรมให้ดียิ่งขึ้น และพนักงานที่เข้าฝึกอบรมก็สามารถนำความรู้ไปปรับใช้สำหรับการทำงานจริงได้
นอกจากเรื่องทักษะในศตวรรษที่

อ่านเพิ่มเติม

ชุมชนแห่งนี้ยังคงแน่นแฟ้นเสมอ

น้องเล็ก ศมนธร * เป็นนักเรียนจากจังหวัดนราธิวาส  ซึ่งได้เข้าร่วมโครงการชุมชนฮาราปัน ภายใต้การสนับสนุนงบประมาณโครงการจากองค์การเพื่อการพัฒนาระหว่างประเทศของสหรัฐอเมริกา (USAID) ในปี พ.ศ.2562 โดยโครงการชุมชนฮาราปันจัดตั้งขึ้นภายใต้วัตถุประสงค์เพื่อดำเนินกิจกรรมสานสัมพันธ์และการพัฒนาพื้นที่ท้องถิ่นพหุวัฒนธรรม และน้องเล็กก็ทำหน้าที่เป็นผู้นำเยาวชนเพื่อเชื่อมโยงผู้คนที่มีภูมิหลังทางศาสนาที่แตกต่างกัน ทั้งชาวพุทธและมุสลิม ให้มีส่วนร่วมเพื่อพูดคุยและแลกเปลี่ยนเรียนรู้ ก่อให้เกิดเป็นความสามัคคีร่วมกัน และสร้างบรรยากาศแห่งความไว้วางใจซึ่งกันและกัน กิจกรรมตัวอย่างภายใต้โครงการชุมชนฮาราปัน ได้แก่ โครงการพัฒนาชุมชนศึกษาธรรมชาติป่าพรุสิรินธร (ป่าพรุโต๊ะแดง) โดยน้องเล็ก ได้ทำหน้าที่เป็นผู้ประสานงานร่วมกับครู ผู้นำชุมชน และผู้นำศาสนา เพื่อชวนให้คนในชุมชนมาร่วมกิจกรรม
อย่างไรก็ตามเมื่อโรคโควิด-19 เกิดการแพร่ระบาดทั่วโลก ประเทศไทยจึงจำเป็นต้องเข้าสู่มาตรการล็อคดาวน์ กิจกรรมของโครงการชุมชนฮาราปันจำเป็นต้องหยุดชะงักลง เพราะโครงการชุมชนฮาราปันเน้นการมีส่วนร่วมระหว่างบุคคล ที่มีพื้นฐานทางวัฒนธรรมที่หลากหลาย ดังนั้น เมื่อมีประกาศจากรัฐบาล โรงเรียน ร้านค้า และสถานที่ทำงาน จึงจำเป็นต้องปิดชั่วคราว  ส่งผลให้ ครู ผู้นำชุมชน และ ผู้นำศาสนา ที่มีบทบาทสำคัญในการสนับสนุนงานโครงการ ต้องกักตัวเองอยู่ที่บ้าน และหยุดกิจกรรมทั้งหมด
อย่างไรก็ตาม อุปสรรคจากโรคระบาดดังกล่าวก็ไม่ได้ทำให้โครงการชุมชนฮาราปันต้องปิดตัวถาวรแต่อย่างใด เพราะทีมงานทั้งหมดได้ร่วมกันคิดหาวิธีปรับเปลี่ยนรูปแบบกิจกรรมเพื่อให้โครงการ ยังสามารถดำเนินต่อได้ และได้นำโปรแกรมการเรียนรู้แบบออนไลน์มาใช้

อ่านเพิ่มเติม

การเรียนวิทยาศาสตร์ด้วยการทดลองจริงถือเป็นผลผลิตด้านการศึกษาที่ยั่งยืน

ครูถือเป็นบทบาทที่สำคัญที่สุดของนักเรียน และทำให้การสอนนั้นมีความท้าทาย และเต็มไปด้วยความรับผิดชอบ ซึ่งในขณะเดียวกันเราก็ยังได้รับรางวัลในหลาย ๆ ด้าน ครูนพรัตน์ บูรณะถาวร ครูวิทยาศาสตร์จาก โรงเรียนนิคมสร้างตนเอง จังหวัดระยอง
การสร้างแรงบันดาลใจให้กับนักเรียนนั้นไม่ใช่เรื่องง่าย สำหรับโรงเรียนรัฐบาลหลาย ๆ แห่งในประเทศไทยที่ข้อจำกัดด้านงบประมาณการจัดสรรอุปกรณ์ ซึ่งเป็นเหตุผลว่าทำไมครูจึงไม่สามารถจัดสรรเครื่องมือสำหรับการเรียนรู้ต่าง ๆ ในดำเนินกิจกรรมการเรียนได้อย่างมีประสิทธิภาพ
ครูนพรัตน์ก็เป็นหนึ่งในครูไทยที่กำลังหาวิธีการจัดการเรียนรู้ที่ดีกว่า และสร้างการมีส่วนร่วมของนักเรียนในชั้นเรียนมากขึ้น “ความท้าทายที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในฐานะการเป็นครูคือการพัฒนาวิธีการจัดการเรียนรู้ การพิจารณามุ่งเน้นเฉพาะตัวชี้วัดผลงานหรือความสำเร็จของงาน (KPI) ของโรงเรียนเพียงอย่างเดียว อาจจะเป็นการปิดกั้นความคิดสร้างสรรค์ของนักเรียนในการเรียนรู้วิชาวิทยาศาสตร์ในศตวรรษที่ 21 ที่จำเป็นจะต้องผ่านการทดลองจริง และนักเรียนก็ไม่จำเป็นต้องเห็นด้วยกับทุกสิ่งที่สอน ครูควรทำหน้าที่เป็นโค้ชให้กับนักเรียนโดยการแนะนำหรือให้ข้อเสนอแนะ รวมไปถึงการกระตุ้นให้พวกเขาคิดได้อย่างอิสระ จากนั้นนักเรียนก็จะค้นพบคำตอบได้ด้วยตัวเอง” ซึ่งครูคนอื่น ๆ ในโรงเรียนก็เคยได้ยินเกี่ยวกับวิธีการสอนที่เรียกว่า Enhanced – Project-Based Learning (E-PBL) แต่พวกเขาก็ยังขาดความสามารถในการนำเทคนิคเหล่านี้มาปรับใช้ในห้องเรียนได้อย่างเต็มที่
ถึงแม้ว่าครูนพรัตน์จะต้องเผชิญกับอุปสรรคมากมาย แต่ครูนพรัตน์ก็ยังมุ่งมั่นที่จะใช้ทรัพยากรที่มีอยู่ให้เกิดประโยชน์สูงสุดเพื่อทำให้นักเรียนประสบความสำเร็จ ความปรารถนาที่จะเรียนรู้และปรับปรุงการเรียนการสอนทำให้ครูนพรัตน์ตัดสินใจเข้าร่วมโครงการพัฒนาวิชาชีพครูของคีนัน และด้วยความสนับสนุนจากผู้อำนวยการโรงเรียนทำให้ครูนพรัตน์สามารถเข้าร่วมโครงการนี้พร้อม ๆ กับครูจากโรงเรียนอื่นอีก 60 คน
ในปี 2563 มูลนิธิคีนันแห่งเอเซียได้ร่วมมือกับมูลนิธิ

อ่านเพิ่มเติม

อะไรคือปัจจัยที่ส่งผลต่อความผูกพันพนักงานที่ทำงานในองค์กรที่ไม่แสวงหาผลกำไร

หากเราพิจารณา CV พนักงานของมูลนิธิคีนันแห่งเอเซีย  เราจะพบว่าเกินกว่าครึ่งสำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรีจากมหาวิทยาลัยที่มีชื่อเสียงทั้งในประเทศไทยและต่างประเทศ และอีกครึ่งหนึ่ง ก็สำเร็จการศึกษาระดับปริญญาโท  นอกจากนี้ก็ยังมีพนักงานของเราบางส่วน สำเร็จการศึกษาระดับปริญญาเอกและทำงานให้กับองค์กรในด้านงานวิจัยขั้นสูง รวมถึงเนื้อหาด้านเทคนิคเชิงลึกเพื่อใช้เป็นแผนงานพัฒนากลยุทธ์ธุรกิจองค์กร    ด้วยคุณสมบัติตามที่ได้กล่าวมาข้างต้น พนักงานกลุ่มนี้ก็ย่อมมีโอกาสสมัครเข้าทำงานกับบริษัทชั้นนำระดับโลกได้อย่างไม่น่ายากมากนัก แต่เหตุใดบุคลากรกลุ่มนี้ จึงเลือกทำงานให้กับองค์กรอย่างมูลนิธิคีนันแห่งเอเซีย บทความนี้จะพาท่านผู้อ่านไปฟังคำตอบจากพนักงานกลุ่มนี้ไปด้วยกัน
องค์กรไม่แสวงหาผลกำไรมุ่งเน้นการพัฒนาและสร้างทักษะที่จำเป็นให้กับคนในสังคม ดังนั้นการสนับสนุนผู้คนให้มีชีวิตที่ดีขึ้นและบรรลุความฝันได้ดั่งที่ตั้งใจจึงเป็นสิ่งสำคัญ  การทำความเข้าใจว่าอะไรคือพลังขับเคลื่อนให้กับพนักงานมีความภาคภูมิใจในงานที่ทำจะช่วยรักษาความตั้งใจและความผูกพันของพนักงาน ให้คงอยู่เป็นฟันเฟืองสำคัญในการนำพาความสำเร็จมาสู่องค์กร
จากผลสำรวจของ Qualtrics และ Korn Ferry  ในเรื่องการมีส่วนร่วมของพนักงานในประเทศไทยปี พ.ศ.2563 พบว่า กว่า 64 เปอร์เซ็นต์ ของพนักงานคนไทย เชื่อว่าปัจจัยที่สำคัญที่สุดคือการที่นายจ้าง เปิดรับฟังความคิดเห็นของพนักงาน  ปัจจัยสำคัญที่สองคือ องค์กรยอมรับและเห็นความสำคัญของพวกพนักงาน และ พนักงานยังต้องการเห็นความเชื่อมโยงที่ชัดเจนระหว่างแผนกลยุทธ์องค์กรกับหน้าที่ความรับผิดชอบในงานที่ทำ เพื่อให้ตัวเองได้มีโอกาสเรียนรู้และพัฒนาได้ตรงจุด และเป็นที่ไว้วางใจจากผู้บริหารระดับสูงในองค์กร
สำหรับผลสำรวจความผูกพันของพนักงานในคีนัน ซึ่งจัดทำขึ้นตั้งแต่ปี พ.ศ.2561 เป็นต้นมา พบว่า ปัจจัยที่ส่งผลต่อความผูกพันสูงสุดต่อพนักงานที่มีต่อองค์กรคือการมีส่วนร่วมในการสร้างและพัฒนาสังคมของคีนันให้กับสถานะชน ตามด้วย การได้ทำงานร่วมกับคนที่มีความสามารถสูง ซึ่งส่งผลต่อการเรียนรู้และความท้าทายในการทำงานของพนักงาน โดยทั้งสองปัจจัยนี้ก็คือความภาคภูมิใจของตัวพนักงานในงานที่ทำนั่นเอง ซึ่งได้กลายเป็นส่วนสำคัญที่สุดสำหรับพนักงานของคีนัน

อ่านเพิ่มเติม

“แก้วน้ำมหัศจรรย์”

ได้เวลาเปลี่ยนน้อง ๆ หนู ๆ ให้กลายเป็นนักมายากลตัวน้อยแล้ว!! วันนี้เราจะมาทำการทดลองวิทยาศาสตร์สนุก ๆ ที่คุณพ่อคุณแม่สามารถทำการทดลองไปพร้อมกับลูก ๆ ได้ และยังได้รับความรู้ทางวิทยาศาสตร์จากการทดลอง สำหรับการทดลองในวันนี้เราจะมาทำ “แก้วน้ำมหัศจรรย์” ด้วยอุปกรณ์ง่าย ๆ เพียงไม่กีชิ้นที่สามารถหาได้ที่บ้าน เตรียมตัวให้พร้อมแล้วเราไปลุยกันเลย
อุปกรณ์
แก้วน้ำ
กระดาษแข็ง
น้ำเปล่า
จานหรือชามขนาดใหญ่

ถ้าเตรียมอุปกรณ์พร้อมแล้วเราไปเริ่มทำการทำลองกันเลย!!

เท่น้ำใส่แก้วให้เต็มจนปริ่มปากแก้ว (คุณพ่อคุณแม่อย่าลืมเอาชามขนาดใหญ่ที่เตรียมไว้มารองใต้แก้วน้ำนะคะ เผื่อเกิดการผิดพลาดระหว่างการทดลองน้ำหกเลอะเทอะ)

2. นำกระดาษที่เตรียมไว้มาวางไว้บนขอบแก้วน้ำให้แนบสนิทไปกับขอบแก้ว

จากนั้นเอามือปิดที่กระดาษแล้วค่อย ๆ คว่ำแก้วลงช้า ๆ ระหว่างการคว่ำแก้วระวังอย่าให้อากาศลอดเข้าไปในแก้วได้

แล้วสิ่งมหัศจรรย์ก็เกิดขึ้น!! กระดาษที่ปิดขอบแก้วสามารถกันน้ำไม่ให้รั่วหกออกจากแก้วได้ เหมือนใช้เวทมนต์เลยละ!!

วิทยาศาสตร์กับการทดลอง
หลังจากการทดลอง

อ่านเพิ่มเติม

ถึงเวลาต้องผลักดันเกษตรกรไทยสู่เศรษฐกิจดิจิทัลก่อนจะสายเกินแก้

การแพร่ระบาดครั้งใหญ่ของโควิด-19 ไม่เพียงแค่ส่งผลกระทบต่อสุขภาพของประชาชน แต่ยังก่อให้เกิดภาวะเศรษฐกิจตกต่ำทั่วโลก หลายคนต้องต่อสู้กับวิกฤตทางการเงินและถูกบังคับให้ขายหรือปิดกิจการ พฤติกรรมของผู้บริโภคเปลี่ยนแปลงไปอย่างถาวร ผู้คนต้องกักตัวอยู่ที่บ้านและไม่สามารถออกไปซื้อของหรือท่องเที่ยวพักผ่อนได้ตามปกติ เมื่อมีการประกาศเคอร์ฟิวจากรัฐบาล ระบบโลจิสติกส์ก็ได้รับผลกระทบตามไปด้วย แม้ว่าธุรกิจขนาดใหญ่ที่มีเงินทุนสูง จะยังมีเงินหมุนเวียนเพียงพอที่จะรับมือกับปัญหาและปรับกลยุทธ์ให้สอดคล้องกับสถานการณ์ที่เผชิญอยู่ได้ แต่อย่างไรก็ดี สังคมไทยก็ยังถือเป็นสังคมเกษตรกรรม โดยร้อยละ 40 ของจำนวนประชากร ทำงานที่เกี่ยวข้องกับภาคการเกษตร ดังนั้นแล้วประชากรกลุ่มนี้จะสามารถปรับตัวอย่างไรให้เข้ากับ “ความปกติใหม่” (New Normal) และจะกระจายสินค้าให้ถึงมือผู้บริโภคได้อย่างไร สิ่งนี้จึงถือเป็นความท้าทายที่จะต้องได้รับการแก้ไขอย่างเร่งด่วน เพื่อหลีกเลี่ยงปัญหาการตกค้างของผลผลิตทางการเกษตรและวิถีชีวิตที่ยากลำบาก
การปิดเมืองส่งผลให้เกิดการใช้งานอินเทอร์เน็ตเพิ่มมากขึ้นเนื่องจากสถานที่ต่าง ๆ ถูกปิดเพื่อให้ผู้คนใช้เวลาอยู่ที่บ้าน มีแนวโน้มว่าเหตุการณ์ครั้งนี้อาจจะกินระยะเวลานาน ดังนั้นแล้วหากธุรกิจขนาดเล็กมองเห็นโอกาสในการปรับตัวให้เข้ากับสถานการณ์ ก็ย่อมสร้างช่องทางการขายให้กับธุรกิจของตัวเอง
หากกล่าวถึงตัวอย่างสินค้าเกษตร เช่น การซื้อมังคุด ซึ่งถือเป็นผลไม้ที่เป็นที่นิยมสำหรับคนไทยหลายๆคน เพราะมีรสชาติอร่อยและหาซื้อได้ง่ายตามซุปเปอร์มาร์เก็ตหรือตลาดสด แต่ในช่วงระหว่างมาตรการล็อกดาวน์ พ่อค้ามังคุดจะทำอย่างไร ถ้าไม่มีช่องทางซุปเปอร์มาร์เก็ตหรือตลาดสดเช่นเดิม  คำตอบก็คือการขายผ่านสื่อโซเชียล ซึ่งจะกลายเป็นช่องทางสำคัญที่ผู้ประกอบการจะสามารถพลิกวิกฤติให้กลายเป็นโอกาสได้อีกทางหนึ่ง
ประเทศไทยมีเกษตรกรประมาณ 10 ล้านคนที่ลงทะเบียนขอรับความช่วยเหลือจากรัฐบาลในโครงการเยียวยาจากสถานการณ์โควิด 19 เกษตรกรเหล่านี้ไม่สามารถขายสินค้าของตนเอง ได้เนื่องจากมาตรการล็อกดาวน์ และก็ไม่ทราบถึงวิธีการขายผ่านช่องทางสื่อออนไลน์ ทำให้เกษตรกรหลายคนๆจำเป็นต้องตัดสินใจทิ้งสินค้าตกค้าง และเสียโอกาสสร้างรายได้ให้กับตนเองเป็นจำนวนมาก
ในระหว่างมาตรการล็อกดาวน์ หลายองค์กรจำเป็นต้องสร้างเพจเพื่อการตลาดผ่านช่องทางเฟซบุ๊ก

อ่านเพิ่มเติม

อนาคตสังคมสูงวัยกับการรับมือในวิกฤติการณ์โควิด-19

(NextGen Aging Covid-19 Response)
จาก “ปิดเมือง” สู่ “ชีวิตวิถีใหม่”
ประเทศไทยเป็นหนึ่งในหลายประเทศที่ประกาศมาตรการ ปิดเมืองเป็นระยะเวลาถึง 3 เดือน เพื่อป้องกันการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 โดยในช่วงเวลาดังกล่าว ประชาชนทุกคนต้องอาศัยอยู่ที่บ้าน และปฏิบัติตามมาตรการรักษาระยะห่างระหว่างบุคคลซึ่งมีการจำกัดการเข้าร่วมกิจกรรมกลางแจ้งและกิจกรรมทางสังคมหลายประเภท เหตุการณ์ดังกล่าวส่งผลให้เกิดสภาวะเศรษฐกิจถดถอยอย่างรุนแรง ธุรกิจหลายแห่งต้องหยุดดำเนินกิจการและเกิดภาวะการว่างงานเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ประชาชนต้องปฎิบัติตามแนวทางการเว้นระยะห่างทางสังคมอย่างเคร่งครัดแม้ว่าจะเป็นการใช้ชีวิตกับสมาชิกครอบครัวก็ตาม ความโดดเดี่ยวและความห่างเหินทางสังคมดังกล่าวยังส่งผลกระทบโดยตรงต่อความเป็นอยู่ของผู้สูงอายุในสังคมไทย โดยเฉพาะอย่างยิ่งความเป็นอยู่ด้านสุขภาพกาย สุขภาพจิต และสภาวะทางการเงิน
วิกฤติการณ์ดังกล่าวเริ่มคลี่คลายลงในเดือนกรกฎาคม หลังจากที่ประเทศไทยไม่มีผู้ติดเชื้อภายในประเทศมาเป็นระยะเวลากว่า 50 วัน ซึ่งรัฐบาลไทยได้มีการผ่อนปรนมาตรการต่างๆ มากขึ้น และได้ประกาศยุติมาตรการปิดเมืองในที่สุด อย่างไรก็ตาม เมื่อความเสี่ยงของการแพร่ระบาดยังคงอยู่ ผู้คนจึงยังคงต้องดำเนินชีวิตด้วยวิถีใหม่ (New normal) โดยต้องคอยระมัดระวังรักษาระยะห่างระหว่างบุคคล และดูแลให้ตนเองและบุคคลอันเป็นที่รักได้รับความปลอดภัยและมีสุขภาพที่ดีอยู่ตลอดเวลา ขณะเดียวกันก็ยังต้องเผชิญกับผลกระทบต่อเนื่องจากวิกฤติการณ์ดังกล่าว ไม่ว่าจะเป็น การปิดกิจการ การตกงาน รวมทั้งปัญหาด้านสุขภาพกาย และสุขภาพจิตที่ยังปรับตัวไม่ทัน ช่วงเวลานี้จึงนับเป็นชีวิตวิถีใหม่อันยากลำบากสำหรับประชาชนจำนวนมาก
ความสูญเสียและภาวะกดดันดังกล่าวก่อให้เกิดความเครียดแก่ประชาชน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในครอบครัวที่มีสมาชิกเป็นกลุ่มเปราะบางอย่างผู้สูงอายุ ซึ่งนับเป็นกลุ่มที่มีความเสี่ยงสูงหากได้รับเชื้อไวรัสโควิด-19 ผลสำรวจพบว่า ผู้สูงอายุที่มีอายุตั้งแต่ 80

อ่านเพิ่มเติม

วิธีทำข้าวผัดให้อร่อยแบบพ่อครัวมืออาชีพตามหลักฟิสิกส์

ใครที่ชอบทานอาหารนอกบ้าน ต้องเคยเห็นลีลาในการทำอาหารของพ่อครัวโดยเฉพาะเมนูผัด ๆ ทอด ๆ ที่มีวิธีการปรุงอาหาร ที่น่าตื่นตาตื่นใจไฟลุกกระทะกันมาบ้างแล้ว วันนี้คีนันจะมาแชร์วิธีทำข้าวผัดให้อร่อยตามหลักฟิสิกส์กันคะ มาดูกันว่าถ้าเราทำข้าวผัดตามหลักฟิสิกส์แล้วจะอร่อยเหมือนเชฟมาทำให้กินหรือไม่
เมื่อเราไปทานอาหารตามภัตตาคารจีน หรือร้านอาหารจีนต่าง ๆ บางครั้งเราก็จะได้มีโอกาสได้เห็นพ่อครัวปรุงอาหาร เราจะเห็นว่าเวลาผัดข้าวผัดนั้นพ่อครัวที่มีความชำนาญจะเขย่ากระทะและโยนข้าวขึ้นไปในอากาศระหว่างการผัด เนื่องจากการปรุงอาหารจีนนั้นจะใช้อุณหภูมิในการผัดสูงมาก และวิธีการโยนข้าวระหว่างการผัดจะช่วยให้ข้าวไม่ไหม้และทำให้ส่วนผสมต่าง ๆ เข้ากันนั้นเอง

จากการให้พ่อครัวมืออาชีพจากภัตตาคารจีน 5 คนลองทำข้าวผัด จากการสังเกตและศึกษาทำให้นักฟิสิกส์ได้วิเคราะห์การเคลื่อนไหวของพ่อครัวซ้ำ ๆ เวลาที่ทำข้าวผัดและการโยนข้าวขึ้นไปบนอากาศ จะจากการจำลองการเคลื่อนไหวของเม็ดข้าวในกระทะ ทำให้ทีมวิจัยทราบถึงเคล็ดลับสำคัญในการ เคลื่อนไหวกระทะอย่างรวดเร็ว คล้ายกับลูกตุ้มแบบแท่งคู่ (two-link pendulum) ที่มีความยาวเท่ากัน เปรียบกับรัศมีความโค้งของก้นกระทะ เมื่อพ่อครัวโยกกระทะโดยที่ขอบกระทะด้านไกลตัวเคลื่อนที่เป็นวงในทิศตามเข็มนาฬิกา ขณะเดียวกับที่ขอบกระทะด้านใกล้ตัวเคลื่อนที่เป็นวงในทิศทวนเข็มนาฬิกา ทำให้การเคลื่อนที่ของข้าวที่ถูกโยนในรูปแบบโปรเจกไตล์ (projectile) ซึ่งเมื่อเมล็ดข้าวลอยขึ้นจากก้นกระทะแล้วก็จะบังคับด้วยแรงโน้มถ่วงของโลก

อ่านเพิ่มเติม

ในช่วงเวลาวิกฤต เราจะช่วยผลักดันให้ครูไทยก้าวหน้าไปด้วยกันได้อย่างไร

ท่ามกลางการระบาดของโรคโควิด-19 บุคลากรด้านสาธารณสุข ก็เปรียบเสมือนนักรบแนวหน้าที่ปฏิบัติหน้าที่ด้วยความทุ่มเท แต่ในขณะเดียวกัน นักรบแนวหน้าของวงการศึกษาไทยก็คือครูผู้สอน
ครูถือเป็นบุคลากรที่สำคัญสำหรับทั้งนักเรียนและผู้ปกครอง  ไม่เพียงแต่เรื่องการให้ความรู้ แต่ครูยังต้องรับมือกับนโยบายที่เปลี่ยนแปลงจากสถานการณ์ที่ไม่แน่นอน  รวมไปถึงความไม่เท่าเทียมทางการศึกษาที่เพิ่มมากยิ่งขึ้นในปัจจุบัน
ครูหลายท่านไม่เพียงต้องทำหน้าที่สอนออนไลน์เท่านั้น แต่ยังต้องไปเยี่ยมนักเรียนถึงที่บ้าน เพื่อนำหนังสือและใบงานไปมอบให้กับนักเรียนถึงที่ และยังต้องชี้แจงแผนการเรียนการสอนให้กับผู้ปกครองและนักเรียนได้ทราบ รวมไปถึงวิธีการใช้และการเข้าถึงสื่อการเรียนการสอนแบบออนไลน์ ดังนั้นเมื่อเกิดคำถามและคำวิจารณ์  ครูจึงต้องเผชิญกับคำร้องเรียน และต้องสร้างความสบายใจให้เกิดกับผู้ปกครองให้ได้ เมื่อเป็นเช่นนี้แล้ว จึงกลายเป็นคำถามที่ว่า เราจะช่วยผลักดันให้ครูไทยก้าวหน้าไปด้วยกันได้อย่างไร ?
รายงานล่าสุดจากต่างประเทศสะท้อนปัญหาที่ครูต้องเผชิญ และการรับมือภาวะที่การทำงานต้องหยุดชะงัก การเรียนการสอนในช่วงเวลานี้ก่อให้เกิดความเครียด ดังนั้นแล้วการแสดงความเห็นอกเห็นใจซึ่งกันและกันจึงเป็นสิ่งสำคัญ ครูและผู้บริหารโรงเรียนจึงจำเป็นต้องปรับเปลี่ยนความคาดหวัง และนำข้อมูลมาวิเคราะห์เพื่อใช้ในการทำงานร่วมกันให้เป็น
จากผลสำรวจครู จากกว่า 30 ประเทศทั่วโลก พบว่า ครูหลายท่านมีทัศนคติเชิงบวก และมีความรู้ในการใช้เทคโนโลยีการสอนแบบออนไลน์ อย่างไรก็ตาม หลายๆคนก็ยังคงขาดประสบการณ์ และความเข้าใจด้านจริยธรรมในโลกออนไลน์อย่างเพียงพอ  เช่น การรักษาความเป็นส่วนตัวในระบบออนไลน์ และการปรับรูปแบบการสอนให้เข้ากับการใช้อินเทอร์เน็ตอย่างเหมาะสมในยุคปัจจุบัน
สำหรับในประเทศไทยเรา ครูยังจำเป็นต้องได้รับการสรรหาอุปกรณ์การเรียนการสอนที่มีคุณภาพ และมีการฝึกอบรมความรู้หรือนวัตกรรมใหม่ๆอย่างเหมาะสม เพื่อให้สามารถประยุกต์ใช้สื่อการเรียนการสอนรวมถึงหลักสูตรใหม่ๆ  ได้สอดคล้องกับสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงในปัจจุบัน สิ่งเหล่านี้จะเป็นเพียงภาพในอุดมคติ หรือจะเกิดขึ้นได้จริงหรือไม่ ก็ยังคงเป็นคำถามที่หลายๆคนสงสัย
มูลนิธิคีนันแห่งเอเซียเชื่อว่าเราสามารถสร้างให้เกิดขึ้นได้ เพราะประสบการณ์ในการจัดทำโครงการ

อ่านเพิ่มเติม

แบบสำรวจผลกระทบจากสภาวะการแพร่ระบาดของ COVID-19 สำหรับธุรกิจขนาดเล็ก (SMEs/MSMEs) โดยมูลนิธิคีนันแห่งเอเซีย

หลาย ๆ ท่านคงทราบกันดีว่าวิกฤตการณ์การแพร่ระบาดของไวรัส COVID-19 ได้สร้างความเสียหายอย่างมากมายทั่วโลก
ไม่ใช่แค่ส่งผลต่อการดำเนินชีวิตประจำวันของเราเท่านั้น แต่ยังส่งผลต่อสภาวะเศรษฐกิจในทุกภาคส่วน ร่วมถึงธุรกิจ SMEs ไทยอีกด้วย
วันนี้คีนันจึงมีภาพแสดงผลสำรวจผลกระทบจากสภาวะการแพร่ระบาดของ COVID-19 สำหรับธุรกิจขนาดเล็ก (SMEs/MSMEs)
ในโครงการ Boost with Facebook มาฝากทุกท่านค่ะ

อ่านเพิ่มเติม